วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

เทคนิคชั้นสูงของสมาธิเคลื่อนที่

เมื่อท่านใดได้ฝึกหรือปฏิบัติสมาธิเคลื่อนที่โดยเอาการงานหรือการทำการใดๆ เป็นฐานของสติแล้วจะทำให้เกิดเทคนิคชั้นสูงขึ้นมาในลักษณะต่างๆเป็นต้นว่า ไม่ออกแรงมาก ไม่ออกแรงทิ้ง ผ่อน ถ่ายเทหรือออมแรงหรือกำหนดแรงหนัก เบาตามจังหวะ หรือสามารถเข้าไปกำหนด จัดการ ควบคุมและกำกับแรงหรือพลังงานหรือสามารถควบคุมกายได้ซึ่งตรงนี้ก็คือตัวจิตนั้นเอง ซึ่งเป็นลีลาของจิตโดยกายเป็นผู้แสดง จงจำไว้ว่า เมื่อทำงานหรือการใดๆจะต้องออกแรงให้น้อยที่สุด นั้นก็คือเราต้องใช้มวลกายเป็นตัวต้นกำลังและใช้ส่วนต่างๆของกายที่เป็นข้อต่อหรือส่วนปลาย(มือ ข้อมือ ข้อศอก ข้อเข่า ข้อขา เอว ศีรษะ)เป็นตัวกำหนดทิศของแรง เช่น กรณีทำงานในท่ายืนเมื่อถูหรือขัดรถยนต์หรือเช็ดโต๊ะ หรือเลื่อยไม้ก็ให้เคลื่อนหรือโยกมวลกายในทิศทางที่ถนัดโดยใช้มือหรือข้อมือเป็นตัวควบคุมทิศทาง และในขณะเดียวกันก็ให้ทำเป็นจังหวะตามลมหายใจเข้าออกและให้รักษาจังหวะเช่นว่านั้นให้คงที่และหรือท่องถ้อยคำบริกรรมใดๆ เพื่อให้จิตเกาะเกี่ยวกับการงานหรือเพื่อมิให้จิตส่งออกนอกและหากงานที่ทำประกอบร่วมกับเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น มีด จอบ เสียม เตารีด ไม้ถูพื้น หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีน้ำหนักก็ให้ใช้น้ำหนักของตัวมันเองกระทำต่อหน้างานหรือพื้นที่เช่นว่านั้น เช่น มีดสับหมูก็ใช้น้ำหนักมีดกระทำต่อเนื้อหมู ขุดดินก็ให้ใช้น้ำหนักของจอบและใช้มือหรือข้อมือบังคับควบคุมทิศ  หากเครื่องมือเครื่องใช้ที่เราได้ใช้เป็นประจำแล้ว เราก็สามารถรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกับเครื่องมือเครื่องใช้นั้นๆ(เช่น มีด ปากกา รถ)จึงไม่แปลกที่นักรบผู้ใช้ดาบมีสมาธิจนทำให้กาย จิตและวิญญาณรวมตัวเดียวกับดาบได้ ดังคำพูด"กระบี่อยู่ที่ใจ"

และทั้งนี้ทั้งนั้น จงจำไว้ว่า สติคือแก่นหรืออนุพันธ์ของศาสนาพุทธ และศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาทางวิทยาศาสตร์ จึงมีความยากลำบากในการทำความเข้าใจถึงกฎแห่งธรรมชาติหรือปรากฎการณ์ธรรมชาติ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การที่เข้าใจธรรมชาติหรือเข้าถึงธรรมได้นั้นต้องมีทาน ศีล เป็นพื้นฐานก่อน สำคัญสุดเราจะอยู่อย่างไรก็ได้   ขอเพียงอย่างเดียว อย่าให้ใจเป็นทุกข์(กายหรือจิตทุกข์ล้วนๆ) ซึ่งความสุขที่แท้จริงก็คือการที่ใจดวงนี้ไม่มีทุกข์ หรือไม่มีกิเลส หรือสงบ หรือไม่หวั่นไหว
เมื่อใด ใจท่านเป็นทุกข์ ให้ท่อง อย่าคิดๆ เดี๋ยวเจ็บจิต,อย่าคิดๆ เดี๋ยวขาดทุน


(ขาดทุนทางจิตวิญญาณท่านขาดทุนไม่ได้แล้วในหนึ่งวัน ที่ผ่านมาก็ขาดทุนพอแล้ว ทำไมจะให้ขาดทุนอีก เวลาชีวิตใกล้หมดแล้ว) 


ค่าเฉลี่ยอายุคนไทย ผู้หญิงอายุ 72 ปี ผู้ชาย 68 ปี ข้าราชการอายุ 63 ปี ต้องตาย 


ดังนั้น สิ่งหรือวัตถุธาตุใดที่ท่านได้มาต้องทิ้งทั้งหมด เรามาอยู่ร่วมกันเพียงพักเดียว


โกรธกันทำไม จงแบ่งกันซึ่งสิ่งที่มีคุณค่าทางสังคม หากทุกข์หรือวิตกหนักๆ ให้ท่อง เดี๋ยวก็ตาย เดี๋ยวมันก็ล่วงไป หมายถึงปัญหาที่แก้ไขไม่ได้จะสิ้นไปเพราะกาลเวลา หากมันไม่สิ้นหรือไม่ล่วง ตัวเราก็สิ้นหรือล่วงไปเอง (ปัญหาบางอย่างไม่ต้องแก้หรือแก้ไขไม่ได้ ก็ให้เวลามัน
จัดการ) ความสุขต้องมีทุกวัน วันไหนไม่สุข วันนั้นขาดทุน ขาดทุนมากๆ


จิตเจ็บ ใบหน้าเศร้าและหมองนะ ถ้าไม่คิดตาย ใจไม่หยุด ถ้าไม่หยุดท่านก็ต้องดิ้นรนทุกข์ทนต่อไป (อยากได้เอาไปเลย เจ็บโกรธผูกไปเลย หลงไปเสียแล้ว)

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กฎ 3 ข้อ เพื่อมิให้ยึดมั่นถือมั่น

กฎ 3 ข้อ เพื่อมิให้ยึดมั่นถือมั่น

ข้อ 1 มีเท่าที่จำเป็นและเท่าที่ต้องใช้ เช่น เสื้อผ้า อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ (รวมทั้งภรรยาหรือสามีด้วย)

ข้อ 2 ลดขั้นตอนของการดำเนินชีวิต เช่น จากเสื้อมีแขนมาสวมเสื้อกล้าม ดื่มกาแฟไม่ต้องใส่น้ำตาล ไม่ใช้เครื่องประทินโฉมทุกชนิด ตัดผมสั้นเพื่อไม่ต้องหวีไม่ต้องใส่น้ำมัน อย่างนี้เป็นต้น

ข้อ 3 หาวิธีการที่ง่ายที่สุดตามข้อ 2

หมายเหตุ : ข้อควรสังเกตเกี่ยวกับสติ
สติ ทำให้สุข ดับตัณหา(ทุกข์) เกิดปัญญา

เทคนิคการใช้มือเป็นตัวกำหนดรู้ หรือตัวกำหนดสติมิให้เผลอ

ทคนิคการใช้มือเป็นตัวกำหนดรู้ หรือตัวกำหนดสติมิให้เผลอ


ให้ระลึกไว้ว่า ในการออกแรงหรือกระทำการใดๆก็ตาม ที่สำคัญให้รักษาจังหวะให้คงที่ อย่าออกแรงเพิ่ม การออกแรงเพิ่มนั้น หมายถึงตัณหา(ความปรารถนา) เกิดขึ้นแล้ว โดยที่เราไม่รู้ตัว(รู้กาย) โดยตัณหานั้นเกิดตลอดเวลา เช่นเมื่อเราขยี้ผ้า ขัด ถู เช็ด ลูบ เราจะออกแรงเพิ่ม โดยออกแรงกด หรือเพิ่มความเร็วรอบ(ความถี่)  ทำให้เมื่อยมือ และในระหว่างนั้นเอง ใจหรือจิตก็เหนื่อย เนื่องจากจิตเกิดความปรารถนา ต้องการให้งานเสร็จสิ้น แม้กระทั่งการเขียนหนังสือ เราจะต้องไม่ตวัด การตวัดเป็นการเพิ่มความเร็วช่วงปลายของตัวอักษรและกดทำให้เมื่อยมือ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เมื่อเอาการงานเป็นฐานของสติ ต้องไม่ออกแรงเพิ่ม เช่น กด ถี่ ซอย รูด(รูดใบกระเพา) ลากยาว สะบัด ปัด ปาด สลัด ตวัด กระทุ้ง กระตุก เตะ ต่อย ชก และนอกจากนี้ เมื่อทำสิ่งใดซ้ำแนวการเคลื่อนที่เดิม ให้ท่องคำใดๆ เช่น นับ 1 ถึง 10 นะโม พุทธายะ(ท่องให้จิตเกาะเกี่ยวกับการงาน เป็นอุบายล่อจิต เช่น แปลงฟัน นับ 1-10) และที่ว่าให้รักษาจังหวะ หรือคาบของการเคลื่อนที่ หรืออย่าเปลี่ยนแปลงจังหวะนั้น เพื่อมิให้ลมหายใจขัด หรือไม่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหว อนึ่ง สติ จะมีความหมายอย่างไรก็ตามแต่ ให้รู้ว่าหมายถึงการรู้ตัว...รู้ใจ  ใจนึกคิดวิตกอะไรก็ให้รู้ไว้  สามารถควบคุมกายและจิตได้โดยตลอด เมื่ออินทรีย์ปะทะสังสรรค์สิ่งที่มากระทบ ให้ทำความรู้ไว้ แต่อย่าให้เกิดวาจาหรือการกระทำออกมา เช่น เตะ ตบ เป็นต้น


บทความที่ได้รับความนิยม