แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาธิเคลื่อนที่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาธิเคลื่อนที่ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สมาธิเคลื่อนที่กับการจัดการทางจิตวิญญาณในเบื้องต้น




การปฏิบัติการทางจิตวิญญาณนั้น โดยหลักจะปฏิบัติไปที่จิตหรือ
ตัวจิตซึ่งสำคัญสุดต้องมีปัญญาคือความรอบรู้ทั้งหลายทั้งในทางโลกหรือสมมุติบัญญัติ และในทางธรรมที่สำคัญสูงสุดคือไตรลักษณ์ หรือสร้างกระบวนการทางปัญญาให้เกิดขึ้นแก่จิตซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการศึกษา อบรม ปฏิบัติเพื่อจะได้เตือนจิต สอนจิต อบรมจิต แต่ถึงอย่างไรก็ตามหากปฏิบัติไปที่จิตฝ่ายเดียวแล้ว ย่อมทำให้จิตช้ำหรือบอบช้ำเนื่องจากถูกกระทบบ่อย หรือมีความถี่ในการถูกกระทบมากเกินไป จึงต้องมาปฏิบัติการจัดการกับภายนอก หรือกำหนดการจัดการกับภายนอก หรือกำหนดวิถี หรือหาวิถีเพื่อหลีก หรือเลี่ยงการกระทบหรือสัมผัส เช่น ติดต่อหรือคบกับคนพาลย่อมนำเรื่องร้ายหรือไม่ดีมาให้ ติดต่อกับผู้ไม่มรรยาท ไม่มีศีล หรือมีแต่ความอยาก อาจจะปฏิบัติต่อเราไม่ดี ถูกเบียดเบียน หรือโกงเราได้ การปฏิบัติทั้งสองส่วนเช่นว่านี้เรียกว่า การจัดการทั้งภายในและภายนอกจิต    หากภายนอกควบคุมไม่ได้ก็ต้องบ่มอินทรีย์ให้หนัก หรือทำความเข้าใจและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ว่ามีเหตุมีปัจจัยเป็นเช่นนี้เอง การจัดการกับภายนอกจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักกับสิ่งใดๆ คำว่า สิ่งใดๆ หมายถึง คน สัตว์ สิ่งของ เครื่องมือเครื่องใช้ ต้นไม้ ภูเขา ดิน ฟ้า อากาศ หรือวัตถุธาตุใดๆ รวมตลอดถึงประวัติศาสตร์ อารยธรรม ประเพณี ค่านิยม ระบบความคิด ความเชื่อใดๆ ซึ่งการรู้จักทำให้เราเข้าใจและสามารถปฏิบัติกับสิ่งที่เราเข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่นเรารู้ว่า รถยนต์ที่ปรุงแต่งมีส่วนประกอบมากย่อมต้องซ่อมบำรุงมากเสียค่าใช้จ่ายสูงต้องดิ้นรนหาเงินมากขึ้น หรือคนใจร้าย คนพาล คนขี้โกงย่อมนำโทษมาให้ ก็ควรเลี่ยง หรือไม่คลุกคลีหรือไม่ขัดใจเพราะอาจถูกทำร้ายหรือฆ่าหรือสังหารเราได้ หรือหากต้องร่วมทำงานด้วยก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษอย่า ริเริ่ม ทำความความเห็น แย้ง ขัด ต้าน แต่ให้เชื่อ ให้ฟัง ให้รับใช้ ให้พลีชีพไปก่อน หนีได้ก็หนี หลีกได้ก็หลีก ถ้าไม่พบได้อีกคงเป็นบุญเป็นกุศล หากต้องพบอีกหรือต้องอยู่ร่วมนานๆอีกก็คิดเสียว่า เป็นกรรมของสัตว์ เป็นคราวเคราะห์ของเราที่ต้องมาประสบเช่นนี้ หรืออาจท่องว่า หมู่สัตว์ๆ หรือถ้าไม่รู้จักสิ่งที่ทำหรืองานที่ทำก็ทำให้วิตกและอาจเกิดความเสียหายได้ หรือไม่รู้จักนิสัยใจคอของชายที่มาร่วมคู่ให้ดีพอแล้ว เมื่อได้มาแล้วย่อมทุกข์ยาว ทำให้จิตเศร้าหมอง หรือไม่รู้จักเครื่องมือเครื่องใช้ดีพอแล้วซื้อมา ย่อมพบความชำรุดหรือซ่อมแพง,ซ่อมรถไม่รู้จักช่างซ่อมว่า มีความละเอียดและสุจริตหรือไม่ ย่อมทำให้รถเสียหายและถูกหลอก  หรือเห็นผู้อื่นปลูกส้มแล้วได้ผลและรวยจึงปลูกตามบ้างแต่ไม่รู้จักโดยตลอดทำให้เสียหายขาดทุน ฉะนั้น การรู้จักกับสิ่งใดๆ เป็นเรื่องสำคัญมาก กับทั้งรวมตลอดถึงรู้และเข้าใจสิ่งแวดล้อมที่สิ่งรู้จักนั้นดำรงอยู่ด้วย นอกจากรู้จักแล้วต้องประกอบกรรม ดีหรือสร้างเหตุสร้างปัจจัยที่ดี (ทำกรรมดี จิตหรือใจก็ปรุงแต่งแต่สิ่งดีๆ ใจสบาย ทำไม่ดีจิตย่อมเศร้าหมอง) เช่น ทำทุจริต ก่อเหตุร้าย ก่อเวร ว่าผู้อื่น หรือไม่รู้กำลังแห่งตน เช่น ฐานะน้อยแต่ซื้อรถเก๋งมาขับ หรือมีเงินน้อยแต่สร้างบ้านหลังใหญ่ต้องผ่อนส่งระยะเวลาอันยาวนาน หรือก่อหนี้ หรือมีลูกมาก หรือมีทรัพย์ราคาแพงเกินฐานะ หรืออวดตัวตนมากเกินกำลังหรือเกินไปต้องใช้ต้นทุนทางการเงินสูง หรือไม่คำนวณในประกอบการใดๆ หรือมองไม่ตลอดสายทั้งกระบวนการและไม่รู้สิ่งแวดล้อมเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง กับทั้งปัจจัยแห่งเวลาย่อมนำทุกข์มาให้  จึงกล่าวได้ว่า มี หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งใดก็ย่อมทุกข์กับสิ่งนั้น แม้กระทั้งกายเราก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว หรือเรื่องมากก็ทุกข์มาก เนื่องจากจิตทำงานมาก กายก็ต้องทำงานมาก และแม้แต่มีเรื่องน้อย เช่นป่วยเรื้อรัง หรือมีทรัพย์ราคาแพงเกินฐานะและยังต้องผ่อนส่งระยะเวลายาวนาน จิตก็ทำงานหนักแล้ว อาจผูกคอตายก็ได้ถ้ามีเรื่องอื่นเข้ามากระทบเพิ่มอีก สรุปได้ว่า ต้องรู้จัก,ต้องรู้กำลัง,ต้องคำนวณและที่สำคัญต้องสร้างเหตุดีๆ,และ สิ่งใดทำให้เกิดทุกข์อย่าพึ่งให้เกิดขึ้นอีก เจ็บแล้วต้องจำต้องพิจารณาหาเหตุปัจจัยเพื่อมิให้เกิดขึ้นอีก ในส่วนของการจัดการภายในนั้น ควรพิจารณาหรือระลึกบ่อยๆหรือเสมอๆ ซึ่งความตาย ความชรา ความเจ็บ ความป่วย ความพลัดพราก ความมีกรรมเป็นทายาท การระลึกดังกล่าวกระทำเพื่อให้จิตหรือใจรู้ถึงสภาพความเป็นจริงของธรรมชาติ หากระลึกบ่อยๆและหรือมีการถูกกระทบสัมผัสด้วยแล้วปัญญาจะเกิดเร็วขึ้นทำให้เห็นความน่ากลัว และโทษภัยที่เกิดขึ้นกับตัวเองโดยเฉพาะหญิงที่มีสามีไม่ดีจะเห็นได้ชัด หรือรู้ชัด แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หากผู้ใดอายุยังน้อยอยู่ ขอให้สู้ต่อไป ส่วนผู้ทีมีอายุมากแล้วก็ขอให้อดทนอีกนิดคงไม่เจ็บอีกแล้วเพราะเวลาใกล้หมดแล้ว



พ.ต.ท.สุรเดช  ผอบทิพย์

20 ธ.ค.56  

วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สมาธิเคลื่อนที่ ปัญญา ๒




                           

เมื่อท่านใดฝึกสมาธิเคลื่อนที่จะรู้ได้เองว่า มีการกำหนดรู้โดยใช้กรรมฐานหลายกองหรือหาที่อยู่ให้จิตหลายลักษณะเป็นต้นว่าลมหายใจเข้าและออก(อานาปานสติหรือรู้สึกตัวกับการไหลของลมลมออก)ขณะที่ทำงานหรือทำการใดๆ เป็นจังหวะ,การท่องถ้อยคำหรือบริกรรมเพื่อเป็นทุ่นล่อให้จิตมาเกาะ เช่นท่องคำว่า  พุทโธ นะโมพุทธายะ หนึ่ง สอง สาม สี่,เพ่งหรือมองหรือจ้องเพื่อรวมจิต,ระลึกตรงๆหรือทำความรู้สึกตรงๆกับสิ่งที่สัมผัส,ระลึกหรือนึกหรือคิดแต่สิ่งที่เป็นกุศลหรือธรรม และเมื่อท่านใดเฝ้าสังเกตมีการตรวจจับดูจิตของตนหรือสังเกตความคิดหรือการปรุงแต่งของจิตแล้ว จะรู้ว่าความคิดหรือการปรุงแต่งของจิตนั้น เกิดจากกรรมหรือการประกอบกรรมหรือการคิด พูด ทำที่เกิดขึ้นแต่ละขณะๆ ที่ผ่านมาแล้ว ฉะนั้น หากผู้ใดทำกรรมดีจิตย่อมคิดนึกแต่สิ่งที่ดีเป็นสุข ใจสบาย ตรงนี้เป็นเพียงความสงบไม่ใช่ปัญญา แนวปฏิบัติให้คิดนึก(ขณะคิดนึกให้รู้ตัวหรือกำหนดรู้)แต่สิ่งที่เป็นกุศล พูดหรือทำโดยไม่เบียดเบียน(ศีล,ทาน,เมตตา หรือการใดๆตามชุดมรรค ๘) เมื่อฝึกบ่อยๆ จะมีการระวังมิให้อกุศลเกิดขึ้นแต่จิต เช่น เมื่อขับรถต่อท้ายรถคันหน้าที่แล่นช้าหรือรอคอย หรือมีคำพูดที่ไม่พอใจกระทบเข้ามา ต้องกำหนดจิตไว้ก่อนว่า จะไม่เคืองหรือไม่พอใจหรือไม่โกรธ ต้องรักษาสภาพแห่งจิตหรืออาการแห่งใจ ไม่ให้ใจหรือจิตหวั่นไหวหรือกระเพื่อม ส่วนแนวคิดการเจริญปัญญา  เพื่อหลุด หรือชำระกิเลสนั้น ให้ระลึกหรือนึก  และต้องทำบ่อยๆ  หรือเสมอๆ   หรือโดยตลอดเกี่ยวกับไตรลักษณ์ คือความไม่เที่ยง  แปรปรวน  เปลี่ยนแปลงแตกดับ สลายหายสิ้นไปซึ่งวัตถุธาตุใดๆ ทั้งหมด(ทั้งรูปและนาม)ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ สิ่งของ ต้นไม้ ภูเขา ประเทศ   อาณาจักรวัฒนธรรม  ประเพณี  ระบบความเชื่อ ความคิด    ความนึกคิดปรุงแต่งของจิต อาจกล่าวได้ว่า ไตรลักษณ์ก็คือ  ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุธาตุกับเวลา โดยเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ๑๐ ปี ๒๐ปี ๑๐๐ ปี พันปี แสนปี ล้านปี .........อินฟินิตี้หรืออสงไขย หรือสี่อสงไขยแสนกัปป์  ไม่เหลืออะไรเลย   ระหว่างที่อยู่ก็เวียนวนไปมา   ไปเรื่อยๆ   ไม่รู้จบ   ทั้งหมดในโลก   นอกโลก จักรวาล อวกาศ  สรรพสิ่งทั้งปวงเกิดจากเหตุปัจจัย (เหตุปัจจะโย)  เป็นไปตามวิวัฒนาการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป   และไม่สามารถย้อนเวลาได้  อดีตไม่มี      (เหตุที่เข้าใจว่ามีอดีตเนื่องจากมีสัญญาความจำได้ หมายรู้และสังขารเนื่องจากการปรุงแต่งของจิต มีเพียงแต่ปัจจุบันที่เกิดขึ้นทุกขณะๆ      สืบต่อเนื่องกันไป  เมื่อรู้ความจริงเป็นเช่นใด สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่  จะธรรมดา       ธรรมดา เพราะเป็นไปตามพระไตรลักษณ์  มีอายุขัย แตกดับ    สิ่งที่เรารับรู้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นภูเขา  มนุษย์ สัตว์  อารยธรรม   ความรู้ทางโลก    กติกาชุมชน เป็นเพียงสมมติ  ความเป็นตัวตนจะมีหรือมีเพียงชั่วขณะๆ  แล้วก็เปลี่ยนแปลงเป็นมายา    หรือเป็นเพียงสภาพธรรม  หรือธรรมชาติ  แนวปฏิบัติการเจริญปัญญาคือ ให้พิจารณามองเห็นสิ่งที่มี  ที่เป็นว่า      มีโทษมีประโยชน์เพียงใด โดยเฉพาะโทษภัยของการมี    การเป็น  เช่น    มีสิ่งใดก็ทุกข์กับสิ่งนั้น   เห็นความเปลี่ยนแปลง   ฝุ่นเกาะ   ซีด    เก่า ชำรุด ป่วย  เจ็บ หัก  พัง  เสียหาย  แตกดับ  อายุขัย      เวลาอนันต์    หรือเวลาอสงไขย      และกรณีหญิงสวยให้มองผ่านทะลุแป้ง   ชั้นผิวหนัง   ให้เห็นอวัยวะน้อยใหญ่          ตกขาวหรือท่องในใจว่า  เนื้อหนัง  เอ็น  กระดูก  พังผืด  ตกขาว หรือทุบศีรษะเพื่อเห็นอสุภะ  เมือก  เยื่อในกระโหลก       มันสมองแตกกระจายในอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชน  หรือ ผม   ขน  เล็บ   ฟัน หนัง พังผืด ตกขาวๆ การพิจารณา  หรือการโยนิโสมนสิการเพื่อมิให้ยึดมั่น  ถือมั่นกับสิ่งใดๆ         แม้กระทั้งร่างกายของเราเอง  มองเห็นความเปลี่ยนแปรสลายหายไป    หรือเห็นแจ้งตามความเป็นจริง  หรือมิให้เมา หรือหลง    หรือติดอยู่กับภพที่เป็นอยู่นี้ ที่เราอยู่ ณ ปัจจุบัน    เป็นเพียงจุดหนึ่งบนเส้นทางที่ยาวไกลเป็นอนันต์  เป็นอสงไขย   หรือพวกเรามารวมตัวกันในอาณาจักรหรือชุมชนนี้เพียงแวบหนึ่ง    แล้วก็สลายหายไป รู้แบบนี้ยังโกรธ ยังอยากมีอยากเป็นอีกหรือ เวลาหมด ทรัพย์ก็หมด มีมากต้องรักษา มีต้นทุนไม่อิสระ จิตไม่สามารถอยู่กับปัจจุบันได้ ถึงจะทำให้บุตรหรือคนที่รัก ให้แล้วก็ยังผูกพัน ห่วงอยู่ หรือมีอิสระหรือไม่   และชีวิตที่เกิดมาและตายลงหาได้แค่เพียงวัตถุธาตุชั่วแวบหนึ่งเพียงนี้หรือ    แล้วจิตวิญญาณจะทำอย่างไร ที่ได้มาหรือมีอยู่เบียดเบียนมนุษย์สัตว์และสิ่งแวดล้อมธรรมชาติหรือไม่ ดิ้นมาทั้งชีวิตจะมาจบลงเสียเช่นนี้เสียภพชาติที่เกิดมาหรือไม่ แล้วจะได้เกิดอีกเมื่อใด ตอนไหน หรือ ณ เวลาอนันต์ และจะได้พบกับพระพุทธศาสนาหรือไม่  กับทั้งจะหาวิธีการ หรือกระบวนการใดๆ        มาจัดการหรือชำระกิเลสที่มีอยู่


พ.ต.ท.สุรเดช  ผะอบทิพย์

                                                                                                                                 ๑ ธ.ค.๕๖

 

วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

สมาธิเคลื่อนที่ปัญญา

สมาธิเคลื่อนที่ปัญญา 
เมื่อท่านใดได้ฝึกหรือปฏิบัติสมาธิเคลื่อนที่จะทำให้เกิดการดูจิตอย่างไม่เผลอ หรือทำให้เกิดการรู้ตัวทั่วพร้อม (รู้ทุกขณะ ทุกขณะ ทุกขณะ หรือโดยตลอด หรือแทบจะโดยตลอด ตามนัยฟังก์ชันเวลา) และสามารถกำหนดรู้ได้อย่างรวดเร็วหรือทันทวงที กล่าวคือเมื่อจิตส่งออกนอกก็รู้ หรือปรุงแต่งใดๆก็รู้ หรือรู้สภาพและลักษณะของจิตว่ามีอาการอย่างไร เช่น วิตก วิจารณ์ ปีติ ฟุ่งซ่าน รำคาญ สงสัย หดหู่ ง่วง โกรธ อยาก หรือพอใจ ไม่พอใจ หรือเฉยๆ เมื่อรู้แล้วก็สามารถเข้าไปกำหนดและรักษาจิต หรือควบคุม กำกับ จัดการจิตได้ เช่น เมื่อโกรธ บ้า้งก็ท่องว่า โกรธเขาเราร้อน,โกรธเขาทำไม เขาทุกข์อยู่แล้ว,เดี๋ยวมันก็ตาย,หมู่สัตว์ๆ,เมตตาๆ,มันเป็นเช่นนั้นเอง หรือถูกผู้ใดเอาเปรียบ บ้างก็ท่องว่า หมู่สัตว์ๆ หรือกรรมใครกรรมมัน,มันเป็นเช่นนั้น, มันธรรมดา ทำให้จิตคลายตัวลง และเบาลงจนหาย หรือดับไป ใจก็โล่งโปร่ง จากนั้นจิตเราก็พิจารณาไล่สายหาเหตุปัจจัย และผลที่เกิดขึ้น ทำให้เข้าใจสภาพ อาการ วิธี และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยง หรือเข้าใจในเรื่องที่จิตถูกกระทบหรือกระทบสัมผัสเข้ามาทางอายตนะนั้น จนรู้ว่า  ทุกข์นั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุใด หรือสิ่งใด จิตหรือใจก็ยอมรับมันได้ หรือยอมรับตามความเป็นจริง จึงทำให้เฉย หรือเกิดอุเบกขา และเมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นเช่นอีก จิตก็จะเฉยอีก หรือเฉยๆไปเรื่อยๆ และในเหตุการณ์อื่นๆก็จะเฉยเช่นกั้น จนจิตไม่อยากปรุงแต่ง หรือจิตไม่อยากทำงานอีกแล้ว เพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง หรือเป็นไปตามกระบวนการของเหตุปัจจัยที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาแล้วก็แตกดับไป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา หรือไตรลักษณ์ หรือไอ้ติม ใจหรือจิตจึง คลาย หรือวาง หรือไม่ยึด           เมื่อใจวางบ่อยๆ ไปเรื่อยๆก็จะลู่เข้าหา  (ลิมิต)  "จิตว่าง  และ เมื่อท่านได้ใช้ปัญญาพิจารณาธรรม(สิ่งต่างๆรอบตัวเรา และเรา) แล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่า เดี๋ยวก็หายกันไปหมด ทยอยกันไปหมด แตกดับและพังหมด หมดกันแล้ว ไม่เหลืออะไรเลย ทั้งท่าน ทั้งเรา ทั้งอาณาจักร ทั้งหมดทั้งปวง ทั้งโลก ทั้งจักรวาล เพราะสิ่งต่างๆถูกปรุงแต่งขึ้นมา ไม่ว่า จะเป็นเรา องค์กร หน่วยงาน รัฐ ประเทศ สังคม กฎหมาย หรือสิ่งใดๆ ทั้งที่เป็นรูปและนาม(เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เที่ยง) เมื่อถูกปรุงแต่งขึ้นมาแล้วก็แปรปรวนล้มสลายแตกดับลงไปหายไปหมดหรือ เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (ไม่มีตัว ไม่มีตน คนใดเหลืออยู่เหลือ) เมื่อเป็นดังนี้ จะโลภกันไปถึงไหน เดี๋ยวก็ตายแล้ว เวลาชีวิตใกล้หมดแล้ว หรือเหลือน้อยเต็มที่แล้ว ยังอยากมี อยากเป็นอีกหรือ  จะมี จะเป็นได้สักเท่าใดหรือ วัตถุธาตุ(บ้าน รถ ภรรยา ทรัพย์สิน)ที่มีอยู่จะได้ใช้สักกี่ครั้งหรือ  บ้าน ที่ดิน หรือทรัพย์ที่อยู่ต่างจังหวัด หรือวัตถุธาตุหลายชิ้น (บ้าน ๓ หลัง เมีย ๕ คน รถ ๓ คัน)นั้น เป็นอย่างไรตอนนี้ เดินทางไปดูบ้างหรือยัง จะได้ใช้หรือได้อยู่ตอนไหน  และจะได้ใช้หรือได้อยู่สักกี่ครั้ง จะเก็บให้ลูก ให้หลาน หรือคนรักใช่ไหม และก่อนได้มาเหนื่อยไหมและระหว่างที่ดำรงอยู่เป็นภาระไหมและเมื่อพลัดพรากเป็นไง เจ็บใช่ไหม  บ้างก็ได้เมียน้อยรูปร่างงดงามมันดี และมีบุตรตัวเล็กๆ ยังตายไม่ได้นะ ทั้งธุรกิจที่ลงทุน และขยายไว้ บ้านหลังใหญ่ หรือรถที่ซื้อใหม่เป็นอย่างไร ผ่อนส่งเหนื่อยไหม (โทษของความอยากมองเห็นได้ยาก มันหนาวเหน็บ และซ่อนความเจ็บไว้ โทษของความโกรธเห็นได้ชัด สิ่งของพัง คนเจ็บ และตาย  โทษของอวิชชามากมายหรือเกิน) แล้วมีสภาพเป็นเช่นไรบ้าง เก่า ชำรุด น้ำท่วมหรือเปล่า คนรักที่รูปร่างงดงามตอนนี้รูปร่างเป็นเช่นใดแล้ว ถ้าท่านไม่หยุด ท่านก็ต้องรับไปทั้งทุกข์และสุข แต่ท้ายสุด ท่านจะต้องทุกข์อย่างหนาวเหน็บ และหากท่านยังดื้อหรือไม่หยุดอีก เดี๋ยวเขาจะจัดให้ หรือจัดการให้ แล้วท่านจะเจ็บ แล้วจะไม่พอใจ แล้วจะตายอย่างทรมานหรือไม่อยากตาย แต่มันก็ต้องตาย ต้องแตกดับ บ้างก็นอนเจ็บอยู่บนเตียง บ้างก็เป็นโรค บ้างก็เกิดอุบัติเหตุ บ้างคู่รักก็จากไป บ้างก็สังขารเสื่อม บ้างก็เป็นบ้า และเมื่อนั้นวัตถุธาตุที่ท่านมี ท่านก็ไม่ได้จัดการอีกแล้ว เพราะท่านจะต้องไปแล้ว หรืออาจจะไปเสียเดี๋ยวนี้ก็ได้ (ถูกรถชน ตกน้ำ เกิดอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ) ไม่เว้นแม้แต่ เด็กหรือหนุ่มสาว เดี๋ยวเจ็บ  จงรีบจัดซะ หรือเดินแนวตามกฎยึดมั่นถือมั่นทั้งนี้เพื่อลดเป้าแห่งทุกข์(ท่านมีลูกหลายคน ท่านก็ต้องเจ็บหน่อย เพราะลูกคนที่ ๓ มันยังตกงาน หรือติดยาบ้า หรือยากจน หรือลำบาก หรือพิการ ท่านมีทรัพย์หลายชิ้นก็รับภาระหน่อย ดูแลไปเรื่อยๆ อย่าให้มันพลัดพรากไปนะ) มันเป็นกรรมของสัตว์ที่เกิดมา ยิ่งตัวเล็กๆ อายุน้อยๆ ยิ่งน่าสงสาร เพราะต้องเจออะไรอีกเยอะ ใครแก่ มีอายุมากแล้วถือว่า โชคดี เพราะเจ็บมาเยอะแล้วใช่ไหมเอ่ย จงหยุดใจเถอะ ถ้าไม่หยุด มันไม่รู้ว่าจะไปหยุดตอนไหน มันไม่ใช่จะหยุดกันง่ายๆ เบื้องต้นให้ทำทาน รักษาศีลก่อนก็ได้ หรือหากจะหักดิบก็ให้ใช้ความตายเป็นอารมณ์อยู่บ่อยๆก็ได้ เมื่อนึกคิดขึ้นได้ก็ให้นึกถึงความตาย เพราะมันต้องตาย มันต้องตายกันหมด ไม่มีประโยชน์ที่จองเวร ผูกโกรธ ถึงชนะก็ชนะไม่กี่ครั้ง วัตถุธาตุที่แสวงมาทั้งหมดก็เอาไปไม่ได้ แต่ทำไมต้องดิ้นมาทั้งชีวิต ดูใจตัวเองว่า กระวนกระวายไหม อย่าให้จิตต้องเจ็บมากกว่านี้เลย หากผู้ใดเป็นนักบัญชี ก็ลองทำรายการใจสุขทุกข์ที่อินทรีย์รับการกระทบสัมผัสเข้ามา แล้วจะรู้ว่า ในวันหนึ่งๆ ใจเจ็บไม่รู้กี่ครั้ง ไม่รู้กี่หน แล้วจะรู้ว่าทุกข์เกิดขึ้นกับเราทุกขณะ ทุกขณะ เพียงขยับก็ทุกข์แล้ว ต้องให้ขยับไกลจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ใช่ไหมถึงจะรู้สึก  ตักแกงอย่ามีช้อนแกง ซื้อทีวีอย่ามีรีโมท ขับรถจักรยาน ขับรถด้วยความเร็ว ๖๐ กม./ชม. เด็ดใบกะเพราอย่ารูด รองน้ำใส่ตุ้มจงรอ  เห็นไหมใจมันดิ้น ร่านรน ปรารถนา อยาก หรือทุกข์นั้นเอง หรือใจเพียงคิด เทียบ อยาก วิตก วิจารณ์ สงสัย ฟุ้งซ่าน รำคาญ ก็ทุกข์แล้ว  สุดท้ายหากท่านพบกับสิ่งที่ไม่พอใจ จงจำหรือท่องในใจไว้ว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง,หมู่สัตว์ๆ (โลภ โกรธ หลงเป็นคุณสมบัติของมนุษย์ หรือวัตถุธาตุใดๆ จะมีคุณสมบัติเฉพาะตัว และจะแสดงออกมาตามคุณสมบัตินั้นๆ เช่น สิงโตดุร้าย แมวไม่ดุร้าย จงยอมรับในคุณสมบัติตามความเป็นจริง) ไม่เที่ยงๆ ธรรมดา มันธรรมดา และหรือหากพบหญิงสวยงามก็นึกในใจว่า เนื้อ หนัง เอ็น กระดูก ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ อาหารเก่า อาหารใหม่ และตกขาว หรือรูปังๆ หรือรูปังอนิจจัง รูปังอนัตตา หรือตกขาวๆ หรือตาคมๆ ผมยาวๆ สาวรุ่นๆ จงอยู่กันไปเรื่อย ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำไปไม่ต้องมั่นหมายสิ่งใด เพราะความตายรออยู่ข้างหน้า ไม่แน่ว่าจะตายตอนนี้ก็ได้ อยู่ไปตามเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นแล้วจะดีเอง ส่วนใครที่ยังทุกข์ หรือเป็นหนี้อยู่ หรือรับภาระสิ่งใดอยู่ เพราะสร้างกรรมเช่นนั้นไว้ ทำไปเรื่อยๆ แล้วจะคลายตัวลงเอง ท่านคงไม่ทุกข์เช่นนี้เรื่อยไปหรอก เพราะมันไม่เที่ยง แปรปรวนไปเรื่อยๆ จงอดทน มีสติ และความเพียร แล้วท่านจะหายจากทุกข์เช่นว่านั้น และหากท่านรู้ตัวเมื่อใด ขอให้ท่านจงเฝ้ามองกาย และใจ(ดูจิต) เพื่อที่จะรักษาจิต(อบรมจิต สอนจิต เตือนจิต)ของเราให้เข็มแข็งอยู่ในโลกนี้ต่อไป แม้โลกใบนี้จะเต็มไปด้วยหมู่สัตว์ก็ตาม ผู้ใดโกงก็ปล่อยเขาไป เพราะมันเป็นคุณสมบัติของมนุษย์ที่อยาก เขาไม่ไล่ล่าฆ่าเราก็ดีแล้ว เขาใหญ่  เก่ง อวด โชว์ ก็ปล่อยเขาไป เพราะมันเป็นคุณสมบัติของมนุษย์ที่มีมานะทิฐิ หรือสรุปได้ว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง(ตถตา) หรือธรรม หรือมันธรรมดา ใครจะครองตน ครองคน ครองงานก็ปล่อยเขาไป แต่ผู้ใดมาทางนี้หรือทางพระหรือทางธรรมะ จะต้องดำเนินไปสู่กระบวนการสละ หรือละ หรือทิ้งร่าง(รูป) หรือธาตุขันธ์ หรือเมื่อเข้าใจสภาวธรรมแล้วก็จะเกิดการเบื่อหน่ายในสังขาร หรือร่างกายของเรา หรือมองเห็นทุกข์ เห็นไตรลักษณ์หรือภาษาพระเรียกว่า มีดวงตาเห็นธรรม นั้นเอง จงมีสติทุกเมื่อ(หากมีสติหรือรู้ตัวโดยตลอดแล้วจะไม่ทุกข์)และพิจารณาธรรม(เราและสิ่งรอบตัวเรา หรือมนุษย์ โลก จักรวาล และจิต หรือสติปัฎฐาน ๔ กาย เวทนา จิต ธรรม)และใช้ปัญญาชำระกิเลส อย่าไปปรุงแต่งอะไรมาก เดี๋ยวก็ตายกันหมด ปัจจุบันก็ทยอยกันตายไปเรื่อยๆ ไม่เห็นหรือ หรือจะต้องให้ตายกันเป็นจำนวนมากๆ ตาย ทั้งหมดตาย แล้วไม่รู้ว่าจะพบกันเมื่อใดอีก เรามารวมตัวกันแวบหนึ่ง แล้วก็จากกันไป หรือแยกย้ายกันไป ตามกฎกรรมที่ทำมา

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

เทคนิคชั้นสูงของสมาธิเคลื่อนที่

เมื่อท่านใดได้ฝึกหรือปฏิบัติสมาธิเคลื่อนที่โดยเอาการงานหรือการทำการใดๆ เป็นฐานของสติแล้วจะทำให้เกิดเทคนิคชั้นสูงขึ้นมาในลักษณะต่างๆเป็นต้นว่า ไม่ออกแรงมาก ไม่ออกแรงทิ้ง ผ่อน ถ่ายเทหรือออมแรงหรือกำหนดแรงหนัก เบาตามจังหวะ หรือสามารถเข้าไปกำหนด จัดการ ควบคุมและกำกับแรงหรือพลังงานหรือสามารถควบคุมกายได้ซึ่งตรงนี้ก็คือตัวจิตนั้นเอง ซึ่งเป็นลีลาของจิตโดยกายเป็นผู้แสดง จงจำไว้ว่า เมื่อทำงานหรือการใดๆจะต้องออกแรงให้น้อยที่สุด นั้นก็คือเราต้องใช้มวลกายเป็นตัวต้นกำลังและใช้ส่วนต่างๆของกายที่เป็นข้อต่อหรือส่วนปลาย(มือ ข้อมือ ข้อศอก ข้อเข่า ข้อขา เอว ศีรษะ)เป็นตัวกำหนดทิศของแรง เช่น กรณีทำงานในท่ายืนเมื่อถูหรือขัดรถยนต์หรือเช็ดโต๊ะ หรือเลื่อยไม้ก็ให้เคลื่อนหรือโยกมวลกายในทิศทางที่ถนัดโดยใช้มือหรือข้อมือเป็นตัวควบคุมทิศทาง และในขณะเดียวกันก็ให้ทำเป็นจังหวะตามลมหายใจเข้าออกและให้รักษาจังหวะเช่นว่านั้นให้คงที่และหรือท่องถ้อยคำบริกรรมใดๆ เพื่อให้จิตเกาะเกี่ยวกับการงานหรือเพื่อมิให้จิตส่งออกนอกและหากงานที่ทำประกอบร่วมกับเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น มีด จอบ เสียม เตารีด ไม้ถูพื้น หรือเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีน้ำหนักก็ให้ใช้น้ำหนักของตัวมันเองกระทำต่อหน้างานหรือพื้นที่เช่นว่านั้น เช่น มีดสับหมูก็ใช้น้ำหนักมีดกระทำต่อเนื้อหมู ขุดดินก็ให้ใช้น้ำหนักของจอบและใช้มือหรือข้อมือบังคับควบคุมทิศ  หากเครื่องมือเครื่องใช้ที่เราได้ใช้เป็นประจำแล้ว เราก็สามารถรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกับเครื่องมือเครื่องใช้นั้นๆ(เช่น มีด ปากกา รถ)จึงไม่แปลกที่นักรบผู้ใช้ดาบมีสมาธิจนทำให้กาย จิตและวิญญาณรวมตัวเดียวกับดาบได้ ดังคำพูด"กระบี่อยู่ที่ใจ"

และทั้งนี้ทั้งนั้น จงจำไว้ว่า สติคือแก่นหรืออนุพันธ์ของศาสนาพุทธ และศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาทางวิทยาศาสตร์ จึงมีความยากลำบากในการทำความเข้าใจถึงกฎแห่งธรรมชาติหรือปรากฎการณ์ธรรมชาติ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การที่เข้าใจธรรมชาติหรือเข้าถึงธรรมได้นั้นต้องมีทาน ศีล เป็นพื้นฐานก่อน สำคัญสุดเราจะอยู่อย่างไรก็ได้   ขอเพียงอย่างเดียว อย่าให้ใจเป็นทุกข์(กายหรือจิตทุกข์ล้วนๆ) ซึ่งความสุขที่แท้จริงก็คือการที่ใจดวงนี้ไม่มีทุกข์ หรือไม่มีกิเลส หรือสงบ หรือไม่หวั่นไหว
เมื่อใด ใจท่านเป็นทุกข์ ให้ท่อง อย่าคิดๆ เดี๋ยวเจ็บจิต,อย่าคิดๆ เดี๋ยวขาดทุน


(ขาดทุนทางจิตวิญญาณท่านขาดทุนไม่ได้แล้วในหนึ่งวัน ที่ผ่านมาก็ขาดทุนพอแล้ว ทำไมจะให้ขาดทุนอีก เวลาชีวิตใกล้หมดแล้ว) 


ค่าเฉลี่ยอายุคนไทย ผู้หญิงอายุ 72 ปี ผู้ชาย 68 ปี ข้าราชการอายุ 63 ปี ต้องตาย 


ดังนั้น สิ่งหรือวัตถุธาตุใดที่ท่านได้มาต้องทิ้งทั้งหมด เรามาอยู่ร่วมกันเพียงพักเดียว


โกรธกันทำไม จงแบ่งกันซึ่งสิ่งที่มีคุณค่าทางสังคม หากทุกข์หรือวิตกหนักๆ ให้ท่อง เดี๋ยวก็ตาย เดี๋ยวมันก็ล่วงไป หมายถึงปัญหาที่แก้ไขไม่ได้จะสิ้นไปเพราะกาลเวลา หากมันไม่สิ้นหรือไม่ล่วง ตัวเราก็สิ้นหรือล่วงไปเอง (ปัญหาบางอย่างไม่ต้องแก้หรือแก้ไขไม่ได้ ก็ให้เวลามัน
จัดการ) ความสุขต้องมีทุกวัน วันไหนไม่สุข วันนั้นขาดทุน ขาดทุนมากๆ


จิตเจ็บ ใบหน้าเศร้าและหมองนะ ถ้าไม่คิดตาย ใจไม่หยุด ถ้าไม่หยุดท่านก็ต้องดิ้นรนทุกข์ทนต่อไป (อยากได้เอาไปเลย เจ็บโกรธผูกไปเลย หลงไปเสียแล้ว)

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กฎ 3 ข้อ เพื่อมิให้ยึดมั่นถือมั่น

กฎ 3 ข้อ เพื่อมิให้ยึดมั่นถือมั่น

ข้อ 1 มีเท่าที่จำเป็นและเท่าที่ต้องใช้ เช่น เสื้อผ้า อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ (รวมทั้งภรรยาหรือสามีด้วย)

ข้อ 2 ลดขั้นตอนของการดำเนินชีวิต เช่น จากเสื้อมีแขนมาสวมเสื้อกล้าม ดื่มกาแฟไม่ต้องใส่น้ำตาล ไม่ใช้เครื่องประทินโฉมทุกชนิด ตัดผมสั้นเพื่อไม่ต้องหวีไม่ต้องใส่น้ำมัน อย่างนี้เป็นต้น

ข้อ 3 หาวิธีการที่ง่ายที่สุดตามข้อ 2

หมายเหตุ : ข้อควรสังเกตเกี่ยวกับสติ
สติ ทำให้สุข ดับตัณหา(ทุกข์) เกิดปัญญา

เทคนิคการใช้มือเป็นตัวกำหนดรู้ หรือตัวกำหนดสติมิให้เผลอ

ทคนิคการใช้มือเป็นตัวกำหนดรู้ หรือตัวกำหนดสติมิให้เผลอ


ให้ระลึกไว้ว่า ในการออกแรงหรือกระทำการใดๆก็ตาม ที่สำคัญให้รักษาจังหวะให้คงที่ อย่าออกแรงเพิ่ม การออกแรงเพิ่มนั้น หมายถึงตัณหา(ความปรารถนา) เกิดขึ้นแล้ว โดยที่เราไม่รู้ตัว(รู้กาย) โดยตัณหานั้นเกิดตลอดเวลา เช่นเมื่อเราขยี้ผ้า ขัด ถู เช็ด ลูบ เราจะออกแรงเพิ่ม โดยออกแรงกด หรือเพิ่มความเร็วรอบ(ความถี่)  ทำให้เมื่อยมือ และในระหว่างนั้นเอง ใจหรือจิตก็เหนื่อย เนื่องจากจิตเกิดความปรารถนา ต้องการให้งานเสร็จสิ้น แม้กระทั่งการเขียนหนังสือ เราจะต้องไม่ตวัด การตวัดเป็นการเพิ่มความเร็วช่วงปลายของตัวอักษรและกดทำให้เมื่อยมือ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เมื่อเอาการงานเป็นฐานของสติ ต้องไม่ออกแรงเพิ่ม เช่น กด ถี่ ซอย รูด(รูดใบกระเพา) ลากยาว สะบัด ปัด ปาด สลัด ตวัด กระทุ้ง กระตุก เตะ ต่อย ชก และนอกจากนี้ เมื่อทำสิ่งใดซ้ำแนวการเคลื่อนที่เดิม ให้ท่องคำใดๆ เช่น นับ 1 ถึง 10 นะโม พุทธายะ(ท่องให้จิตเกาะเกี่ยวกับการงาน เป็นอุบายล่อจิต เช่น แปลงฟัน นับ 1-10) และที่ว่าให้รักษาจังหวะ หรือคาบของการเคลื่อนที่ หรืออย่าเปลี่ยนแปลงจังหวะนั้น เพื่อมิให้ลมหายใจขัด หรือไม่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหว อนึ่ง สติ จะมีความหมายอย่างไรก็ตามแต่ ให้รู้ว่าหมายถึงการรู้ตัว...รู้ใจ  ใจนึกคิดวิตกอะไรก็ให้รู้ไว้  สามารถควบคุมกายและจิตได้โดยตลอด เมื่ออินทรีย์ปะทะสังสรรค์สิ่งที่มากระทบ ให้ทำความรู้ไว้ แต่อย่าให้เกิดวาจาหรือการกระทำออกมา เช่น เตะ ตบ เป็นต้น


บทความที่ได้รับความนิยม