วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562

สมาธิเคลื่อนที่กับข้อคิดข้อธรรม ๒๐

สมาธิเคลื่อนที่กับข้อคิดข้อธรรม  ๒๐

๑.ดิ้นรนมาก เราก็สร้างความเจ็บปวด ความเครียดแค้นชิงชัง ใจเราก็เศร้าหมองกายก็เหนื่อยมีโรคภัย

๒.แบกมากไป เราก็วุ่นวาย ฟุ้งซ่าน วิตก สร้างทุกข์โทษเวรภัยให้แก่ตัวเอง

๓.โลกนี้มากไปด้วยความบีบคั้น มีกายที่แปรที่ถูกกระทบอยู่ตลอด มีใจที่ส่งออกวันหนึ่งไม่รู้กี่เรื่อง ไม่มีความสงบเลย

๔.เมื่อวานก็ได้ วันนี้ก็ได้ ที่ผ่านๆมาแต่ละวันเราก็ได้ แต่เวลาชีวิตก็ได้หมดลงกับสิ่งที่ได้นั้นแล้ว ที่เหลืออีกกี่วัน กี่เดือน กี่ปี เรียกคืนก็ไม่ได้ เปลี่ยนมันใหม่ก็ไม่ได้ สรุปเราเกิดมาเพื่อวัตถุหรือจิตวิญญาณ หรือเอาชีวิตไปแลกกับบ้านโต รถโต ยศโต...โต

๕.เมื่อความตาย ความไม่เที่ยงรอเราอยู่ข้างหน้า จะมีประโยชน์อันใด ที่จะต้องดิ้นรนจนเป็นทุกข์ อยู่ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ทยอยตามกันหมด จากภพหนี่งไปสู่ภพหนึ่ง

๖.มนุษย์สัตว์ วัดดูกันได้ที่ประมาทหรือไม่ประมาท ฝึกฝนหรือไม่ฝึกฝน ขี้เกียจ หรือรักสบาย ดื้อ ดุ หรือเชื่อฟัง อ่อนน้อมหรือมือแข็ง เลี้ยงง่ายหรือยาก...

๗.พึ่งผู้มีฤทธิ์ผู้มีอิทธิพล เราก็ประมาท ขาดการพัฒนาฝึกฝนตน และก็อยู่ใต้เขา พึ่งผู้มีกิเลสเราก็บริสุทธิ์ไม่ได้ พึ่งพระ พึ่งพระเจ้าก็ช่วยไม่ได้ เพราะพระเองก็หาที่พึ่ง พระเจ้าก็ไม่ได้ทำให้เรามีปัญญา เราต้องพึ่งตนเอง มีธรรรมวินัย

๘.ปัญญารู้ได้ด้วยการสนทนา เห็นถูกหรือเห็นผิด บอดหรือสว่าง กุศลหรืออกุศล สำเร็จหรือเสร็จ เป็นพระหรือเป็นมาร เทพหรือผีเปรต

๙.ความสะดวกสบาย เราทำให้แก่ร่างกาย แต่ทางจิตใจ ถ้าเราไม่มีธรรมะ เราก็ขาดความร่มเย็นเป็นสุข เช่น เกินตัว ก่อเวร

๑๐.คิดนาน สงสัย ไม่แน่ใจ ไม่เข้าใจ ไม่แจ่มเราก็เป็นทุกข์ แต่ถ้าไม่รู้ รู้สึกไม่ได้ เราก็เจ็บ ดับ ยาว(อนันต์ภพ) ความไม่รู้เป็นมลทินสุดร้าย

๑๑.ไม่อยากเจ็บ อย่ามีอะไร และไม่รู้จักอะไร อย่ายุ่ง ถ้ามีและยุ่ง เดี๋ยวก็เจ็บ วันนี้มันๆ ยังไม่เจ็บ เจ็บอยู่ก็ไม่รู้ ต้องชัดๆ เต็มๆ ถี่ๆ สติตั้ง

๑๒.สงสารคนที่เขาไม่ได้ประมาณชีวิต เพราะเขาจะหากินไปเรื่อยๆ ชื่นชมกับทรัพย์เอกลาภ และทันใดเมื่อเขาต้องเดินออกจากโลก เขาก็ตกใจ เสียใจ สูญเสียสิ่งที่เขาทำมา และสิ่งที่เขายังไม่ได้มา จิตวิญญาณเขาจะไม่สงบ ไม่มีที่พึ่ง เขาต้องไปคนเดียวอย่างมีดบอด บนเส้นทางสายเปลี่ยวไปตามกฎกรรมที่เขาได้ทำมา

๑๓.ที่สุดไม่มีใครได้อะไร เพราะทุกสิ่ง ทั้งตัวเราและสิ่งนอกตัวเราเป็นสิ่งสมมุติ ที่เกิดอาศัย ได้ใช้ มาแสดง มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องแล้วก็ดับไป สิ้นไป ชั่วแวบหนึ่งเมื่อเทียบกับเวลาอนันต์ หรืออายุไขของโลก

๑๔.คบคนเป็นคน คบสัตว์เป็นสัตว์ คบเทพเป็นเทพ ธาตุเดียวกันหรือใกล้กันคบเข้ากัน

๑๕.เข้าใจชีวิต ก็รักทุกชีวิต เพราะชีวิตเป็นที่รัก มีทุกข์กาย ทุกข์ใจตลอดเวลา ต้องบำบัดขับถ่าย ขยับ เคลื่อนถูกกระทบ ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ไหนใจที่ส่งออกไม่หยุดนิ่ง ต้องสู้รับสัญญา ความจำได้หมายรู้ในอดีตที่เราได้ก่อทำไว้ไม่ดีมา

๑๖.กายมีที่อาศัยสะดวกสบาย แต่ใจที่ไม่มีที่พึ่ง เราก็ทุกข์อยู่อย่างนี้ เสียชีวิตกับชาติที่เกิดเหตุ รับรู้ แต่เข้าใจไม่ได้ แล้วจะไปยังไง อบายภูมิมันก็กินเรา

๑๗.ระวัง คัมภีร์จะบดบังพระธรรม สมมุติสงฆ์บังอริยะสงฆ์ พิธีกรรม ศาสนวัตถุ กีดกันเนื้อธรรม และวัตถุรูปหล่อเหรียญผล บทสวดวิธีแนวปฏิบัติจะนำหรือพาเราหลงทางไปผิดทาง ธรรมแท้ต้องละกิเลส เป็นไปเพื่อ ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับทุกข์ สงบ ระงับ หรือเพื่อรู้ รู้ยิ่ง รู้แจ้งเข้านิพพาน สละโลก

๑๘.จงตื่น และมองดูโลกที่กำลังจาก เราใช้ชีวิตจากที่มีเรา ไปสู่ความไม่มีเรา โลกคือทางผ่าน เรามาอาศัยมาดื่มอาบเคี้ยวกิน เสร็จแล้วก็ไป ไม่ใช่มาหยุดอยู่กับโลก ชีวิตคือการเดินทาง จากภพหนึ่งไปสู่ภพหนึ่ง สืบต่อเนื่องไปจนกว่าจะถึงความดับสูญ

๑๙.กล่าว หรือประจบเพื่อหวังในทรัพย์ เอกลาภ เสียสกุล ไม่ใช่วิสัยสมณะ ผู้มีปัญญาไม่ขอ

๒๐.รู้กายที่เคลื่อนไหว รู้ในสิ่งที่ทำ รู้ในคำที่พูด รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส รู้ใจที่นึกคิดส่งออก กุศลอกุศล เกิดดับไปก็รู้ รู้และพิจารณาอยู่เนื่องๆ ปัญญาก็เจริญขึ้นๆ

๒๑.เราต้องดูแลความรู้สึก ความคิด และอารมณ์ทุกๆขณะ เริ่มที่ศีล หรือต่ำๆก็ต้องมีทาน ทิ้งจิตทิ้งชีวิต เสียโบสถ์ เสียวิหาร เจดีย์....

๒๒.เราเป็นคนจน ไม่มียศมีอำนาจก็ไม่เป็นไร เราเรียนหนังสือไม่เก่งก็ไม่เป็นไร เราทำงานไม่เป็นก็ไม่เป็นไร เราทำงานหนักก็ไม่เป็นไร เรามีกายพิการก็ไม่เป็นไร เรากินอยู่ไม่ดีก็ไม่เป็นไร เราถูกเอาเปรียบหรือถูกเบียดเบียนก็ไม่เป็นไร เพราะเราเลือกเกิดไม่ได้ เหตุปัจจัย ความเป็นมา หรือกฎกรรมจึงดำเนินมาอย่างนี้ แต่ก็ขอให้เราทำหน้าที่ของเราให้ดี ไม่ไปก่อทุกข์โทษเวรภัยกับใคร บุญบารมีเราก็เกิด ใจเราก็ไม่เศร้าหมอง เราก็อยู่เย็นเป็นสุขแล้ว

๒๓.เมื่อขาดความรับผิดชอบเราก็ประมาทในวัย ชีวิต ทรัพย์สิน และครอบครัว

๒๔.การเป็นอยู่ด้วยความหลอกลวง เป็นความโง่ในทางจิตวิญญาณ

๒๕.ผลต่างของการรับรู้ ระหว่างตามความเป็นจริงกับตามความอยากหรือความหลง เท่ากับศูนย์จิตก็ไม่หวั่นไหวยินดียินร้าย

๒๖.วิธีดับความอยาก หรือความติดข้องคือ พิจารณาให้เห็นภาระ โทษ เวร ภัย อายุ การแตกดับ การจม วนเวียน

๒๗.วิธีดับความโกรธ ต้องพิจารณาเหตุปัจจัย สิ่งที่เกิดปรากฏดับ หรือเมตตาสงสาร เห็นทุกชีวิตมีทุกข์ติดตัวกันมา ต้องดิ้นรนหนีทุกข์ และจมอยู่กับโลก ทั้งก็ต่างสติปัญญาอุปนิสัย ....โกรธเขาเราร้อนๆ.....

๒๘.วิธีดับหลง ต้องพิจารณาให้เห็นความเกิดดับ ความว่างเปล่า ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของของเรา อนันต์ๆ ไม่เที่ยงๆ ตายๆ ศพๆ อุสภะ

๒๙.ตัวปัญหาคือตัวเรา เพราะเป็นตัวกิเลส มีเหตุมีผลตลอด ว่าตนเองถูก แต่ก็ไม่พ้นทุกข์

๓๐.เขาเบียดเบียนเราทางกาย แต่ทางใจเขาทำไม่ได้เพราะใจเรามีธรรมะ รู้ว่านั้นไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตน เป็นเพียงสภาพอกุศล หรือมีเหตุปัจจัยกันมา จึงเป็นเช่นนี้เอง

๓๑.ระดับปัญญาหากิน ๑ ไม่หากินหรือหากินไม่ชอบ ๒ หากินเกินกำลัง เช่นเบียดเบียนตนและผู้อื่นหรือทอดทิ้งจิต ๓ หากินตามกำลังตามเหตุปัจจัย ได้มากก็แบ่งปัน เกื้อกูล ๔ หากินเท่าที่จำเป็น ๕ หากินเพื่อบำบัด ๖ หากินเพื่อละ ๗ ยุติการหากินโดยสลายธาตุขันธ์

๓๒.อยู่มานาน ชีวิตจะหมด ทำไมทุกข์ยังไม่ดับ ที่หาอยู่ รักษาอยู่ เป็นอยู่นั้นคือทุกข์

๓๓.เกษียณแล้วอีกไม่กี่ปี หรือสิบปี ยี่สิบปีเราก็เป็นภาพถ่ายติดฝาผนัง นานๆไปก็ไม่มีผู้ใดพูดถึง เพราะคนที่พูดถึงก็ตาย มนุษย์รุ่นใหม่ๆก็มาแทนทีพวกเรา พวกเราเหมือนเมฆหมอกเป็นอนุภาคเล็กๆที่เกิดปรากฏดับไป

๓๔.ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เท็จมากกว่าจริง หามากกว่าละ หรือเบียดเบียนกันมากกว่าที่จะเมตตา และหาสัจจะได้ยาก เพราะเรามุ่งหาวัตถุมากกว่าจิต เราต้องไม่อยู่ร่วมกันอย่างผีๆ เปรตๆ สัตว์ๆ (ผีคือ เท็จ,เปรตคือ อยาก และสัตว์คือ ไม่รัก เคือง)

๓๕.ตัวตนเราคือจิต ไม่ใช่ร่างกายที่กำลังแปรเสื่อมดับ ต้องหาจิตให้เจอ เพื่อทำหน้าที่ชีวิต ไม่ใช่เอาชีวิตไปแลกกับบ้าน รถ ยศ เกียรติแล้วก็ดับไป

๓๖.เมื่อขาดปัญญา เราก็รับรู้ด้วยความหลง ความอยาก หรือตามสัญญาที่วิปลาส เพี้ยน

๓๗.ศัตรู้ที่น่ากลัวที่สุดในโลกคือ ความเห็นผิด เข้าใจผิด บอดดับมืดไป

๓๘.ชีวิตหลังเกษียณต้องเตรียมดับ รักษาร่าง หาอุบายวิธีจาก สละ ลา ละสิ่งสมมุติของโลก  ไม่สร้างเหตุสิ่งผูกพันภาระใดๆ ให้มีผลต่อวันข้างหน้า อยู่วันต่อวัน ใจก็สงบ ว่าง อิสระ เมื่อดับก็ไปสบาย ไปสู่สุคโต ละคร หนัง ลิเก จบก็จบ ถ้าไม่จบ ก็มีปัญหาต่อภูมิภพที่จะไป มีอบาย

๓๙.การประมาทในเหตุทำให้ตายทั้งเป็น มีลิมิตฆ่าตัวตาย และหรือเบียดเบียนทำลายผู้อื่น เช่น ขี้เกียจ ติดสุข ไม่ประมาณตน ไม่ประมาณชีวิต ไม่รู้หน้าที่ชีวิต

๔๐.ขาดสติ เราก็ขาดตัวตัดกระแสความรู้สึก ความคิด และอารมณ์ จิตก็ตกเป็นทาส ปรุงแต่งส่งออกไปเรื่อยๆ ขาดปัญญาเราก็หลงกับสิ่งที่ปรากฏ จิตก็เห็นผิด คิดผิด นำไปสู่บาปอกุศลหรือนรก

๔๑.ความสุขสบายเป็นเปลือกของชีวิต แต่แก่นของชีวิตคือใจที่สงบ ที่มีความดับเย็น

๔๒.ธรรมะช่วยให้หายโง่ ก่อนที่จะเจ็บหรือจม

๔๓.รูปหล่อนี้ เหรียญนี้ ผงนี้ ยิงไม่ออก ตะกรุดนี้ก็ฟันไม่เข้า ยันต์นี้คุ้มภัย คำหมากนี้ก็ไม่ตาย แล้วอุบัติเหตุโรคภัยยาพิษไม่ตายหรือ ที่แน่ๆ ผู้ปลุกเสก สวด ท่อง เป่า พ่น เจิมได้ตายไปแล้ว บอกความจริงแก่ลูกหลานได้แล้ว ลืมขน เล็บ ฟัน หนังไปแล้วหรือ เอาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาไปไว้ที่ไหน ทำไมไม่เอาธัมมาธิปไตยเป็นใหญ่ หรือจะเอาน้ำเต้า นางกวัก ชูชก ปีเซียะดีไหม จะได้รวย เฮงๆ มีศีลมีความคุ้มครอง มีความอาจหาญต่อยมบาล ดีกว่ามีเครื่องรางของขลังวัตถุมองคลทั้งหมด ศีลเป็นเยี่ยมในโลก

๔๔.มีสิ่งใด เราก็ทุกข์กับสิ่งนั้น เช่น มีตาหูจมูกปากฟันผิวผมก็ทุกข์ เพราะมีเชื้อโรค เช่นปวดฟัน ปากเหม็น ผิวมีสิวกะฝ้า หนังย่นคัน มีบ้าน รถ ผัว เมีย ลูกก็ทุกข์ เช่นมีผัวชอบกินดื่มเที่ยวเล่นขี้เกียจมีกิ๊ก ลูกซนเกดื้อติดยา เมียโกหก ใช้เงินเก่ง มีรถห่วงซ่อมเสื่อมพัง มีพี่เพื่อนน้องญาตินายลูกจ้างพ่อค้าผู้นำ โกง หรือเอาเปรียบ หรือเบียดเบียน

๔๕.ปัญญาฝ่ายโลก เรียนรู้ถึงขั้นสูงสุดก็แพ้กิเลส มองไม่เห็นโทษของกิเลส มองไม่เห็นความดับ จิตดับเย็นไม่ได้

๔๖.มีทรัพย์เอกลาภ เราก็ไม่ได้อยู่กับมันจริง เพราะเราอยู่กับจิต กับความคิดและอารมณ์ หรือใจที่ส่งออกที่เป็นความทรงจำที่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นตัวตนที่เที่ยง แต่แล้วชีวิตเราก็หมดไป โดยไม่ได้รู้โลกของจิตวิญญาณหรือหนทางที่ออกจากวัฎฎะ

๔๗.เราเกลียดเขา ดีกว่าเขาเกลียดเรา เพราะเรากำหนดรู้เห็นจิต คุมจิตได้ ส่วนเขาอาจแกล้ง ทำร้าย ทำลายเราได้ หรือปล่อยให้เราตายได้ เจ็บได้ อยู่อย่าให้เขาเกลียด

๔๘.ถ้าเราเข้าใจชีวิตแค่เสื้อผ้า ปากท้อง เครื่องประทับ ยศ เกียรติ แต่ขาดเรื่องจิตใจ บุญบาป มรรคผล เราก็ขาดทุน เพราะเรามองไม่เห็นจิตที่มีทุกข์ที่ไม่อิสระ และก็ดับไปอย่างมืดบอดไม่รู้กี่อนันต์ภพ เหมือนสัตว์โลกที่เกิดมาแล้วก็ตายไปภพหนึ่งๆ

๔๙.ความยินดียินร้ายทำให้เราจมอยู่กับโลก

๕๐.โลกคือหมู่สัตว์ เป็นเวทีแห่งภูมิภพ เมื่อมีปัญญาแจ้งโลก เห็นชัดอนัตตาก็หลุดพ้นไม่ต้องมาเกิดมาตาย (สุญโญ)



                          โดย พันตำรวจโทสุรเดช ผะอบทิพย์

                                    ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๒

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562

สมาธิเคลื่อนที่กับข้อคิดข้อธรรม ๑๙

สมาธิเคลื่อนที่กับข้อคิดข้อธรรม ๑๙

๑.ชีวิตเป็นของหนัก เป็นของเหนื่อย ไหนต้องกินต้องขับถ่ายดูแลชำระบำบัด ชีวิตที่ดำเนินกว่าจะเรียนจบมีงานทำก็ต้องอดทนแข่งขัน กว่าจะมีที่อยู่ที่อาศัยก็ยากลำบากต้องผ่อนส่งทั้งชีวิต กว่าจะได้รถโตยศโตก็แสนยาก กว่าจะมีหรือรวยก็ต้องต่อสู้สูญเสีย ชีวิตก็ใกล้หมด และถ้าเป็นหญิงจะได้คู่ที่ถูกใจก็แสนยาก แต่แล้วก็มาตายไม่ได้รู้หรือเข้าถึงพระสัทธรรมนำตนออกจากทุกข์ได้ เพราะ”ถูกกิเลสมันบริหารชีวิต”

๒.เด็กๆ ดวงตาดูสดใส แววตาก็ไม่ดุ ผิวหน้าก็ดูเด้งใส แต่พออยู่นานๆ ผ่านแดน ผ่านฝน ผ่านเหตุการณ์ เรื่องราวดวงตาก็ดูเศร้า หน้าก็ย่นยับมีกะฝ้า บ้างแววตาก็ดุเหม่อลอย เพราะเขาเหนื่อยกับชีวิต ไม่รู้จะไปไหนต่อ

๓.จิตบันทึกในสิ่งที่ทำที่รับรู้ เมื่อทำกรรมไม่ดี ใจก็จะไม่สบายไม่สงบไม่โปร่งเป็นเรื่องที่เกาะกินใจ คาใจ เมื่อผุด จร หรือระลึกแต่ละครั้งใจก็ไม่สงบทั้งบางเรื่องก็แก้ไขอะไรก็ไม่ได้ ยิ่งสั่งสมหรือมีหลายเรื่อง ใจก็นึกคิดไม่หยุด จบเรื่องหนึ่งก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง หรือวน จึงเป็นความทุกข์ร้อนใจที่มีบาป ต้องรักษาจิตด้วยการไม่ทำบาป รักษาหน้าที่ มีวินัย และเชื่อฟังผู้ใหญ่ มิฉะนั้นแล้วก็จะเกิดผลกรรม มีทุกข์

๔.ทั้งหมดที่มี ทั้งหมดที่ได้มา ตั้งแต่นี้ต่อไป มันกำลังจากเราไป ทั้งวัย ชีวิต.....หลงกับสิ่งที่เอาไปไม่ได้ ไม่ฉลาด ถ้าและได้มาโดยมีบาปติดมาด้วย    “ซวย” กรรมกำหนดภพ เรากำหนดได้

๕.ชีวิตคือความว่างเปล่า เกิดแล้วดับเป็นปรากฎการณ์ตามธรรมชาติ เราเพียงผ่านมา หรือได้ใช้กาลเวลาเพียงแวบหนึ่ง ที่ไม่สามารถเป็นเจ้าของตัวเรา และสิ่งภายนอกตัวเรา หลงโลกเราก็ต้องเวียนเกิดเวียนตายไปตามภพภูมิน้อยใหญ่ตามกรรมวิบากกิเลสอยู่อย่างนี้จนกว่ามีความศรัทธาเชื่อในบุญบาปหรือมีปัญญาหรือแจ้งโลก เช่น เห็นกายนี้เป็นก้อนขี้หรือส้วม หรือเห็นสิ่งสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นไอติมคือไตรลักษณ์ ก็จะละ สละโลก ทิ้งกายทิ้งจิต “สุญโญ”

๖.เราบังคับผม ขน เล็บไม่ให้ยาวไม่ได้ บังคับฟันไม่ให้ผุไม่ได้ บังคับหนังไม่ให้เหี่ยว ย่นแห้งก็ไม่ได้ บังคับอวัยวะน้อยใหญ่ไม่ให้เสื่อมไม่ให้มีเชื้อโรคก็ไม่ได้ และบังคับใจไม่ให้ส่งออกปรุงแต่งก็ไม่ได้ บังคับให้ฉลาดให้รู้ก็ไม่ได้ รูปนามขันธ์ ๕ มันไม่ใช่ของเรา ไม่มีเรา เป็นเพียงสภาพธรรมที่เกิดปรากฏดับ....เราอยู่กับร่างนานเข้าใจว่า ร่างกายนี้เป็นของเรา เราอยู่บนแผ่นดิน เราก็เข้าใจว่าแผ่นดินเป็นของเรา เราเป็นใบไม้แต่เราเข้าใจว่าเป็นต้นไม้ที่ถูกสลัดใบได้ทุกเมื่อ เราหลงอยู่กับสิ่งที่ปรากฏจนหมดเวลาชีวิต

๗.ชื่อตัวก็สมมุติ ตัวตนก็สมมุติเพราะไม่ได้ตั้งอยู่นานกำลังแปรสลายแล้วมายึดตัว ยึดตนกันไปทำไม ตัวของตัวก็ยังยึดไม่ได้ แล้วมายึดเป็นของตัวกันไปทำไม มันไม่ใช่ของเรา ถ้าใช่ เราต้องบังคับบัญชาได้ ต้องไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตาย พวกเราก็เหมือนถูกอุปโลกห์ขึ้นมาแล้วก็ดับไป หายไปสิ้นไป ทุกสิ่งเป็นเพียงสมมุติบัญญัติ เราอย่าไปยึดตัวยึดตนกันเลย เพราะอีกไม่นานเราก็ต้องเป็นผีกันแล้ว

๘.สมาธิเกิดที่ใจที่มีการดำเนินชีวิต คิดพูดทำตามฐานะหน้าที่อาชีพที่มีที่ชอบในแต่ละขณะๆ ทุกวันเดือนปีโดยชอบ ไม่ใช่ที่รูปกายที่ท่า ที่แบบ หรือวิธีใด ที่เราสวดมนต์ ท่องถ้อยคำภาวนาใดๆ หรือมีความรู้สึกอยู่กับลมเข้าออกหรือเพ่งหรือกำหนดอยู่กับสิ่งใดๆก็เพื่อให้ใจมีที่เกาะที่อาศัยไม่ให้ส่งออก แต่นั้นก็ตั้งมั่นไม่ได้ถ้าเรามีกรรมที่ไม่ชอบ หากมีกรรมชอบกับมีการฝึกกำหนดรู้ก็จะทำให้เรารู้ตัวทั่วพร้อมทุกอิริยาบถ สติ สมาธิก็มีอยู่ในตัว เมื่อนั้นเราก็รู้จิตในจิต

๙.จิตที่ตั้งดีย่อมมีธรรมวินัย ใจก็ศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ไปขอพร อ้อนวอนกราบไหว้ความสำเร็จของผู้อื่น เพราะพรที่ประเสริฐสุดก็คือกรรมที่ดีที่สะอาดของตนเอง จิตวิญญาณก็มีความสงบ ความดับเย็น จิตธรรมต้องทำเอง หมอ พระ พระเจ้า เทพเซียน บุตรบริวารก็ช่วยไม่ได้ เห็นผิด หาที่พึ่งผิด เราอยู่กับทุกข์ ติดวัฎฎะ

๑๐.มนุษย์มีเวลาน้อย ถึงจะมีหรือได้อะไรมาเราก็ต้องมาจากสิ่งนั้นไป เราไม่รู้ว่าเขาให้เวลาชีวิตเรามาเท่าไร มนุษย์สัตว์ต่างมีชะตามีกรรมวิบากยากที่จะคาดคะเนว่าสิ่งนี้ไม่เกิด สิ่งนี้จะเกิด.......มีแตกดับกันทุกขณะๆ จึงต้องมีธรรมเป็นที่พึ่ง ปัจจุบันภพเป็นอยู่ก็ต้องมีศีล ใช้ชีวิตก็ต้องมีสติ มีเป้าหมายชีวิตเพื่อพัฒนาภูมิภพเพื่อยุติการเกิด ไม่ใช่มาเมาหรือหลงอยู่กับภพ ทรัพย์เอกลาภ เพราะสิ่งนั้น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ตายก่อนตายจิตก็จะไม่โศก

๑๑.ไม่รู้จิตเราก็สร้างทุกข์ในใจ คิดนึกไปเรื่อยๆ เมื่อเห็นได้ยิน รับรู้สิ่งใดๆ เกิดกิเลส บาป อกุศลขึ้นแต่ละขณะๆ สั่งสมอยู่ในจิตเราก็ไม่รู้ ต้องหาจิตให้เจอ รู้ดูจิตให้ได้ดีกว่าไปหาวัตถุแล้วไม่พ้นทุกข์ ทิ้งจิตทิ้งชีวิต ชีวิตก็รับเหละ วุ่นวาย จบไม่ลง ขยายภพไม่รู้ไปสิ้นสุดลงตรงไหน

๑๒.รวยหรือจนเขาต้องมีทุกข์ เพราะเขามีขันธ์ ๕ ครองอยู่ และถ้าไม่ได้ประมาณตน ประมาณชีวิตก็จะยิ่งเดือดร้อน วุ่นวาย หาทรัพย์ หรือถูกกิเลสใช้จนไม่รู้ดับ แล้วเกิดมาเพื่ออะไร มีชีวิตอยู่ และใช้อย่างไร

๑๓.จะละสิ่งใดก็ต้องมีเหตุผล มีปัญญา แต่ถ้าเจ็บบ่อยๆ ชัดๆ เต็มๆ หรือแบกไว้นานๆ จนเหนื่อยหรือไม่ไหวก็ละได้ วางได้ เพราะมันสอนให้รู้เห็นภาระโทษภัย แต่ถ้ามีแรงขึ้นมาอีก หรือหายเจ็บ ก็จะเอาอีก แบกอีกเพราะติดในภพ ติดในสมมุติ

๑๔.ที่แสวงหากันอยู่ ดิ้นรนกันอยู่ แบก ประชันหรือประกวดกันอยู่ เพื่อทับทุกข์หรือเพิ่มทุกข์ มีทุกข์มีบาปหรือมีนรกรออยู่หรือไม่ ไม่ว่าเราจะได้มาเท่าไร ก็ไม่ใช่ทางดับทุกข์พ้นทุกข์ พระองค์ทรงเดินออกมาจากสิ่งนั้นแล้ว ทรงเห็นอะไร แต่เรากับเดินเข้าหา เรามองเห็นอะไร

๑๕.เมื่อเดินตามคุณพระรัตนตรัยเราก็มีความปลอดภัยจากนรก มีความเห็นถูก คิดถูก ทำถูก พูดถูก.......ใจก็ไม่ร้อน ภูมิจิตภูมิธรรมเราก็เจริญขึ้นดีขึ้นสูงขึ้น จิกก็มีความดับเย็น เบา และถ้าอินทรีย์แก่ก็จะมองไม่เห็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

๑๖.ทุกข์เพราะกิเลส ไม่ใช่จากคน สัตว์ สิ่งของ วัตถุ สถานที่หรือสิ่งภายนอก จะไปอยู่ที่ไหน จะมี หรือได้เป็นอะไร ก็ทุกข์ เพราะใจยังมีกิเลส ทรัพย์เอกลาภและปัญญาฝ่ายโลกดับชำระไม่ได้มีแต่จม

๑๗.อยู่ร่วมกันไม่มีศีล ไม่มีทาน จะอยู่กันอย่างไร จะเคารพกราบไหว้กันอย่างไร ก็เป็นภูมิล่า อยู่แบบหวาดระแวง ให้เขาบ้าง เขาก็จะไม่ดุร้าย เราก็เป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์

๑๘.เมื่อขาดสติ เราก็มองเขาด้วยกิเลสใจเราก็ขุ่นเคืองไม่ชอบเขา เราก็ร้อน แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญา พิจารณาเหตุปัจจัย ความจริง เช่น ที่มา จริต อุปนิสัย สติ ปัญญา สิ่งเกื้อกูล อิงอาศัย ใจเราก็เฉย อภัยเขา เมตตาเขา เพราะเขาไม่รู้ เขารู้ไม่ได้ เขาต้องไปพัฒนาภูมิภพไปตามกิเลสกรรมวิบากที่ได้สั่งสมทำมา

๑๙.ขาดทานขาดที่รัก ขาดศีลขาดความคุ้มครองจิตก็หวั่นไหวได้ง่าย หวาดระแวง ขาดสติฆ่าตัวเองใจก็ส่งออก ขาดปัญญาก็ชำระกิเลสไม่ได้ จมอยู่กับทุกข์ แต่ถ้าขาดทั้งทานทั้งศีลตายเสียดีกว่า ภูมิภพก็จะไม่ได้ขยายไปมากกว่านี้

๒๐.ปัญญารู้ได้ด้วยการสนทนา หลงไม่หลง บอดไม่บอด มืดหรือสว่าง ยึดหรือละ เป็นคนหรือเป็นเทพ หรือเป็น.......พระหรือมาร ศีลรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน สติรู้ได้จากกายตาลิ้นปากที่เคลื่อนที่ หรือเคลื่อนไหว หรือลมหายใจ หรือดูรู้ใจที่ส่งออก ปรุงแต่ง ไม่รู้จิตไม่รู้ธรรมไม่รู้ชีวิตก็มืด

๒๑.เมื่อรู้ในการใช้ทรัพย์ก็จะเป็นผู้มั่งมี และถ้ารู้วิธีจาก ละ ลาทรัพย์ได้ใจก็จะไม่โศก เบา และถ้ายิ่งมีปัญญาแก่ก็จะไม่ไปหาทรัพย์ จะมีแต่ก็เพื่อใช้ไปตามเหตุโดยไม่ผูก จิตก็อิสระ มีทรัพย์ก็ต้องมีอิสระ ใช้หรือหาทรัพย์ก็ต้องให้มีความสุข ต้องไม่เร้าร้อน ดิ้นรน หรือไปก่อทุกข์โทษเวรภัย

๒๒.มีทรัพย์แต่ไม่ได้ใช้เหมือนถูกอายัดเหตุที่ตระหนี่ ไม่มีเวลาใช้ อายุจะหมด ร่างกายเสื่อม มีโรค ลูกหลานบริวารใช้ ผลาญ ถูกเขาโกง ลัก เก็บนานเสื่อม สูญหายมีภัยพิบัติ หากทรัพย์นั้นได้มาโดยผิดขั้นตอนวิธี ก็จะไม่กล้าใช้ อายุคือทรัพย์ อายุมากทรัพย์น้อยอย่าไปอวด

๒๓.ทะเลไม่ไร้คลื่น กรรมไม่ไร้ผล ดั่งสนิมกัดกินเนื้อเหล็ก เวรบาปกัดกินใจ บุตรบริวาร หมอ พระ พระเจ้า เทพเซียนก็ช่วยไม่ได้ รักษาจิตด้วยการไม่ทำบาป ใจก็จะไม่ร้อน ไม่เศร้าหมอง

๒๔.เรื่องใจเป็นเรื่องที่ยาวนานที่เกาะกินใจ เพราะมีความจำได้หมายรู้ ทั้งที่ลับที่แจ้งที่มืดที่สว่าง ใจเรารู้เมื่อระลึกผุดหรือจรเข้ามาแต่ละครั้ง ใจก็ไม่สบายแก้ไขอะไรก็ไม่ได้ ยิ่งหลายเรื่อง ยิ่งสะสมมาจนแก่ ใจมันก็ช้ำ จะเป็นคนแก่หน้าไม่ยิ้ม แล้วจะไปยังไง กรรมดำไม่ทำดีกว่า จิตก็ไม่ถูกทำร้าย

๒๕.นั่งสมาธิจนเป็นหิน เดินจงกรมจนเท้าแตกพื้นดินสึกลึกเป็นร่องจนท่วมหัว แต่ไม่ได้ระลึกถึงความตาย ความแตกดับก็เป็นเพียงการภาวนาได้แค่เปลือกเพราะขาดปัญญา

๒๖.วิธีแก้วิตกกังวลคือ รักษาหน้าที่ มีความรับผิดชอบ อย่าให้งานค้าง ทำให้สุดทาง ไม่มาก็ทวงถาม ซ่อมรบฝึกฝนให้เคยชินกับเครื่องมือ อุปกรณ์ แนววิธี ไม่รู้ถาม ศึกษาเพิ่ม วางแผนให้ชำนาญ พยากรณ์ให้เห็นได้ คำนวณการใดดี ไม่นัดหมายผู้ใด ไม่สร้างเหตุอุกศล มีหรือก่อเวรใดๆ กับไม่ผูกพันหรือมั่นหมายกับสิ่งสมมุติของโลก จิตก็จะเบา ไม่เศร้าหมอง

๒๗.เราไปหาแก่นสารจากมนุษย์ที่มีกิเลส ชีวิตเราที่เกิดมาก็โมฆะ ไม่ได้เห็นทาง ไม่ได้รู้จุดหมาย เกิดแล้วก็ตายไปภพหนึ่งภูมิหนึ่งที่ไม่ได้ต่อสู้กับความตายหรือกิเลส พระองค์ทรงฆ่ากิเลสแต่เรากลับถูกกิเลสฆ่า

๒๘.คนบาปที่เบียดเบียนทำลาย เขาไม่ได้ชัยชนะอะไร มีแต่ถูกจองเวร ถูกอาฆาต กับมีทุกข์มีโทษภัยตามมา คนที่ชนะคือคนที่ไม่มีเวรไม่ถูกจองเวรไม่ถูกอาฆาต ท่องไปก็ไม่ต้องไประวังพวกหมู่โจทก์

๒๙.หลงตัวเอง เราก็ฆ่าชีวิต หลงชีวิตเราก็ฆ่าจิตใจ ไม่อิสระ หลงไม่รู้ดับ กิเลสมันหลอก เวลาชีวิตมันก็หมด มืดมาแล้วก็มืดไป

๓๐.ถ้าเปลี่ยนให้เขามีสัมมาทิฐิไม่ได้ก็ต้องปล่อยให้วันเวลา เหตุการณ์ ความเจ็บปวด ความสูญเสีย หรือกฎกรรมสั่งสอนเขา หรือต้องปล่อยให้เขาไปชดใช้ภูมิภพ เจ็บครั้งหนึ่งสติก็เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง แต่จะเจ็บที่เท่าไร เว้นแต่ชัดๆ เต็มๆถี่ๆ สติก็ตั้งได้ปัญญาก็เกิดได้ก็เริ่มละเริ่มวางเพราะเห็นทุกข์โทษภัย

๓๑.อำนาจ ลาภ ยศ บริวาร เป็นสิ่งคุ้มกันภายนอกจิต ที่ไม่ได้ยั่งยืนอะไร แต่สิ่งคุ้มกันภายในจิตคือบุญกุศลที่จะติดตามเราไปทุกภพ เราเกิดมาอยู่กับร่างนี้นาน จึงเข้าใจว่า ร่างนี้เป็นของเรา โลกนี้เป็นของเรา อย่าไปหลง หรือมาหยุดอยู่กับโลก เพราะเรากำลังเดินทางอยู่ ยังไม่ได้เข้ากระแสอริยะหรือบุรุษสี่คู่ จิตใจเรายังเป็นธูปเทียนมีดระเบิดดอกบัวไม้ธนูอยู่

๓๒.ไม่พอใจชีวิตเราก็สะกดจิตไปทางอกุศลว่าทำไมเราต้องจน ทำงานหนัก มีความเป็นอยู่อย่างนี้ เป็นหนี้ ไม่ได้ขั้นยศตำแหน่ง หรือเจ้านายไม่รัก...ใจเราก็คับแค้นฟุ้งซ่านหดหู่ไม่สบายใจ จึงทำร้ายใจตนเองให้มีทุกข์อยู่อย่างนั้น แต่ถ้าเราพอใจในชีวิต เราก็จะหลงความเป็นมนุษย์ ติดอยู่ในภพมีโศกถูกหลอกให้ไปหาทุกข์ติดวัฎฎะ

๓๓.ขณะใดสติระลึกถึงศีล บาปก็ไม่เกิด ขณะใดจิตมีสมาธิเราก็จะไม่ฟุ่งซ่าน ขณะใดระลึกถึงธรรมใจเราก็ไม่เศร้า แต่ถ้าขณะใดจิตมีความอยากใจเราก็มีสภาพเป็นเปรต

๓๔.ไม่เข้าใจสัจธรรมเราก็ติดอยู่กับโลกก็จะหวัง มั่นหมายอะไรๆไปเรื่อยๆ ใจก็ไม่สงบ เมื่อมีสุขมีทุกข์เราจะหลง ดีใจเสียใจมีตัวตน แจ้งโลกก็สละโลก

๓๕.ทานก็ไม่ทำ ศีลก็ไม่รักษา สติก็ไม่ฝึกฝน ปัญญาก็ไม่อบรมเราก็เป็นมนุษย์ที่ไม่มีเกรดเสียจิตวิญญาณเพราะไม่ได้สร้างบุญบารมี

๓๖.ต้องหาจิตให้เจอดีกว่าไปหาทรัพย์เอกลาภชื่อเสียง กิเลสมันอยู่ในจิต มันหลอกให้เราหา พอมีมากเราก็ดีใจ แล้วมันก็จะมาพราก เราก็จะเสียใจ ถึงคลั่ง และบ้าได้เป็นภัยต่อภพภูมิถัดไป

๓๗.เขาทำอย่างไรก็เป็นกรรมของเขา เพราะกรรมเป็นผู้พิพากษาเขาเอง จะกำหนดภพภูมิเขาเอง ทำร้ายใจของเขาเอง สภาพจิตเขาก็สั่งสมอกุศลเช่นนั้น ใจเขาก็ไม่สงบไม่ความร่าเริงอยู่ภพปัจจุบันและภพถัดไป

๓๘.ยิ่งรวยยิ่งน่าสงสารเพราะเขาไม่มีเวลา วุ่นวาย ไม่อิสระ จิตไม่ว่าง ต้องบริหารจัดการ เหนือคู่แข่ง มีกำไร ไปที่นั้นที่นี้ที่โน้น....หาจิตไม่เจอ ใช้ชีวิตสมมุติเกินสมมุติจนหมด

๓๙.ที่ดิ้นรนกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อหนีทุกข์ แสวงหาสุขแต่ก็เดินไปหาทุกข์เพราะความชราสัญญากรรมวิบาก เว้นแต่จะมีกรรมสะอาดที่เกิดจากคุณธรรม คนฉลาดเขาไม่แสวงหาหรือตักตวงเอาอะไรจากโลกใบนี้

๔๐.ธรรมะ คือสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา หู...ใจ เกิดกับต่อเนื่องอย่างรวดเร็วต้องมีสติตามรู้กายที่เคลื่อนไหวถูกกระทบสัมผัส ใจที่คิดนึกส่งออก กุศลอกุศล ไม่รู้จิตไม่รู้ชีวิตก็อาภัพธรรม

๔๑.มีชีวิต ไม่รู้ชีวิตหรือทางชีวิตที่ดีที่สุดของชีวิต มาหลงติดข้องกับสิ่งที่ปรากฏที่ไม่ใช่ตัวตน ที่ไม่เที่ยง ที่มีเวลาจำกัด ที่.....เอาชีวิตไปแลกกับวัตถุ บ้าน รถ ยศ เกียรติ ชื่อเสียง แล้วทอดทิ้งจิต ชีวิตเราก็เสียถูกกิเลสใช้หรือฆ่าทิ้ง

๔๒.โกรธเขาเราร้อน อย่าไปโกรธเขาเพราะเขามีภูมิมีสติปัญญาอุปนิสัยคุณสมบัติเช่นนั้น ต้องเมตตาตาเขา เขาต้องดิ้นรนหากินมีทุกข์ หนีทุกข์แต่ก็เจอทุกข์ “เขาไม่รู้”

๔๓.เห็นเขาใส่เสื้อผ้ามีชุดสวยๆ กินอาหารดีๆ มีเครื่องประดับเยอะๆ มีบ้านหลังโตๆ รถคันโตๆ มีเกียรติ มีคนเดินตามล้อมหน้าล้อมหลังเราก็เข้าใจไปว่า นั้นคือมนุษย์ชั้นหนึ่ง ปุถุชนเขายกย่องกันเอง ตัดสินกันเอง กำหนดกันเอง

๔๔.จิตที่เห็นสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นไอติม หรือไตรลักษณ์ หรือเห็นกายเป็นก้อนขี้ หรือส้วมก็จะเดินออก ไม่ไปปรุงแต่งอะไรแล้ว

๔๕.เสียดายขันธ์ ๕ ที่มีอยู่ ที่กำลังเสื่อมที่กำลังจะแตกเพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้ จิตเขาตั้งไม่ได้ สัญญามันเยอะ

๔๖.คนไม่กลัวบาป เขาไม่มีกติกาชีวิต น่ากลัวทำได้ทุกอย่าง จะมาเข้าแถว หรือต่อท้ายแถวคนสุดท้ายเพื่อขึ้นสวรรค์ก็ไม่ได้ เขารออยู่.....

๔๗.มนุษย์โลกอย่างเก่งเขาก็อวดกันที่ใครมีอาณาจักร วัตถุ ทรัพย์สมบัติ บริวาร ลาภ ยศ เกียรติ หรือชื่อเสียงมากกว่ากัน แต่เขาลืมไปว่ามนุษย์อายุไม่ยืน เดี๋ยวก็หาหมอ เดี๋ยวก็แก่ หาความสงบใจไม่ได้ ต้องพิทักษ์ แสวง

๔๘.คนเท่ากันต่างกันที่ภูมิ สัญญา อดีต ใจที่นึกคิด กรรมวิบาก การปฏิบัติตนที่เจริญอยู่ด้วยกุศล ฝึกอบรมบ่มอินทรีย์

๔๙.หาความสุข ความสบายจากวัตถุ สิ่งภายนอกเราก็เพิ่มต้นทุนภาระ ความกังวล ความวุ่นวาย เป็นสุขที่ไม่ได้ยังยืนกับเจือด้วยทุกข์

๕๐.ใจที่เปิดรับธรรมะก็ทำให้ภูมิจิตภูมิธรรมสูงขึ้น ได้ลาออกจากบาป

๕๑.สำเร็จเอกลาภ แต่ต้องไปเกิดใหม่วนเวียนไม่รู้จบก็ไม่ใช่เป้าหมายของชีวิต อย่าไปหลงภพ

๕๒.ไม่มีอะไรก็ไม่ถูกเบียดเบียน สิ่งที่ค้างใจให้กังวลก็ไม่มี ใจก็สุขสงบ ส่วนผู้มีเขาก็วุ่นวาย กังวล เดือนร้อน ถูกแย่งถูกขอถูกรุม จะมีกี่คนที่จริงใจกับเขา

๕๓.ไม่เข้าใจธรรมะหรือไม่ขัดเกลากิเลสแล้ว เราก็หวังผลในความดี ใจก็ไม่บริสุทธิ์ ก็ติดอยู่ในวัฎฎะ

๕๔.ที่เราเบียดเบียนกันก็เพราะมีเวรกันมา เมื่อยอมก็จะสิ้นเวร หมดเวร ไม่ใช่กลัว ไม่ผิดศีล ไม่ขัดคอ เวรก็ไม่มี เราก็อยู่อย่างผู้ไม่มีเวร เย็น

๕๕.ดำรงชีวิตอาศัยพึ่งพากันได้ในเรื่องปากท้องแต่ในเรื่องมรรคผลต้องพึ่งตนเอง กรรมกำหนดภพ

๕๖.หาเงินหาทอง หายศหาอำนาจ สะสมทรัพย์สะสมที่ สร้างบ้านหลังใหญ่ๆ สร้างบ้านหลายๆหลัง ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ตาย หรือว่าเขาจะอยู่เป็นล้านปี หรือเขาหลงอยู่กับโลก แต่ถึงอย่างไรเราต้องไม่ตายไปพร้อมกับบาป เพราะบาปนำเราไปสู่ทุคติภูมิ

๕๗.จิตรู้ ก็มีแต่ความจริง เพราะใช้เหตุผลแห่งธรรม จิตไม่รู้ก็หลอกมีเวรเป็นทุกข์โทษภัย

๕๘.ทำกรรมดีใจก็ดี ทำกรรมไม่ดีใจก็ไม่ดีไม่สว่างไม่สงบเพราะเห็นกรรมที่ทำที่จรเข้ามา เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมก็ส่งผล ดับลงก็นำไปสู่ทุคติ

๕๙.การปฏิบัติธรรมก็เพื่อค้นหา และทำที่สุดแห่งกองทุกข์ ต้องฝึกฝนเจริญสติอบรมจิตต้องมีศีลมีวินัยรู้หน้าที่มีความรับผิดชอบ

๖๐.บริโภคหรือใช้ด้วยตัณหา เราก็จะเดือนร้อน มีหรือหาจนเกินสมมุติเราก็หลง รู้ใช้รู้จาก สบาย

๖๑.ผู้มีปัญญาย่อมตามรักษาจิต ใช้กายเป็นสะพานไปสู่มรรคผลไม่ติดข้องหรือบำเรอกายที่เป็นก้อนขี้ที่ไม่เที่ยง

๖๒.เมื่อเราไม่ยอมรับสัจธรรม มีความเห็นผิด เข้าใจผิด เข้าใจในความคิดความเห็นของตน ทางเดียวที่จะไปคืออบายภูมิ หรือนรก

๖๓.ตราบใดที่เราได้เกิดมา หรือมีชีวิตอยู่ เราก็ต้องพึ่งธรรมะเพื่อยุติการเกิด ถ้าเราไปพึ่งสิ่งอื่นก็ต้องเวียนเกิดเวียนตายไม่มีสิ้นสุด ต้องฟังธรรมรู้(ให้เข้าใจ) ภาวนาให้เห็น แจ้งโลกก็สละโลก ทิ้งกายทิ้งจิต

๖๔.ฟังธรรมให้เข้าใจเป็นปัญญาขั้นรู้ แต่ก็ยังไม่ได้ประจักษ์เพราะไม่ได้รู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในแต่ละขณะๆกับทางกายที่ถูกระทบสัมผัสเย็นร้อน อ่อนแข็ง หรือทางใจที่ส่งออก ปรุงแต่ง นึกคิด ฟุ้งซ่าน ขุ่นเคือง หดหู่ คับแค้น พอใจ หรือกุศลเกิดก็ไม่รู้ อกุศลเกิดก็ไม่รู้ สงบก็ไม่รู้ ไม่สงบก็ไม่รู้

๖๕.อย่างน้อยเราต้องมีความอดทนอดกลั้นเพราะเป็นพื้นธรรม เมื่อไม่มีเราก็ขาดความรับผิดชอบ รักษาความดีไม่ได้ มีชีวิตก็เหมือนไม่มีชีวิต เอาชีวิตไปทิ้งเป็นเหยื่อวัฎฎะ

                                  โดย พ.ต.ท.สุรเดช ผะอบทิพย์
                                           ๕ สิงหาคม ๒๕๖๒

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

สมาธิเคลื่อนที่กับข้อคิดข้อธรรม ๑๘


                       
สมาธิเคลื่อนที่กับข้อคิดข้อธรรม ๑๘

๑.เสียดายเวลาชีวิตที่ใช้ไปและใกล้จะหมด เสียดายทรัพย์ที่หามา เสียดายในสิ่งที่ต้องการแล้วไม่ได้ เสียดายที่ได้แต่พบวัดวาอาราม แต่ไม่ได้พบพระพุทธศาสนา ไม่เห็นหนทางที่จะนำจิตออกจากวัฎฎะ“ กิเลส กรรม วิบาก”

๒.การปฏิบัติธรรมคือ การฟังธรรมให้เข้าใจ,รู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ และการดำเนินชีวิตที่ชอบ เช่น รู้หน้าที่มีวินัย ไม่ใช่ปฏิบัติที่ท่า แบบ วิธี สถานที่ ชุดที่สวมใส่ ตำราบทสวด ตัวหนังสือ คำบริกรรม หรือรูปหล่อเหรียญผง แต่นั้นก็เป็นอุปกรณ์และสีสัน

๓.ผู้อ่อนน้อมถ่อมตนย่อมเป็นที่รักเป็นผู้มีเสน่ห์และมีบุญ ส่วนผู้แข็งกระด้างขาดสัมมาคารวะก็ไม่เป็นที่รัก เป็นผู้ที่มีเวรและมีบาป

๔.เมื่อไม่ได้เจริญอยู่ด้วยบุญกุศล เราก็เสียเกียรติของจิตวิญญาณ ภูมิจิตภูมิธรรมเราก็ไม่ได้เจริญขึ้นดีขึ้น

๕.ชีวิตหลังเกษียณต้องเตรียมดับ รักษาร่าง หาอุบายวิธีจาก หรือสละ ลาสิ่งสมมุติของโลก ไม่สร้างเหตุสิ่งผูกพันภาระใดให้มีผลต่อวันข้างหน้า ใจก็สงบ ว่าง อิสระ เมื่อดับก็สบายไปสู่สุคโต

๖.มนุษย์ที่มีกิเลสเชื่อได้ครึ่งเดียว อีกครึ่งอย่าตายใจ ถ้าตายใจก็ขุดหลุมฝั่งตนเอง

๗.ธรรมะไม่ได้อยู่ที่การเอาปิ่นโตไปถวาย ไปตักบาตร เป็นประธานกรรมการทอดกฐิน ทำวัตรเช้าเย็น หรืออยู่ที่บทสวด ท่องบริกรรมภาวนา แต่นั้นเป็นพื้นธรรม ไม่ใช่เนื้อธรรมที่ต้องฝึกกายให้มีศีล ฝึกสติให้มีธรรม ให้เข้าใจลักษณะ สภาพธรรมที่ปรากฏแต่ละขณะ ขณะๆ...หรือรอบรู้ในกองสังขาร

๘.เหรียญนี้ยิงไม่ออก ตะกรุดนี้ฟันไม่เข้า ยันต์นี้คุ้มภัย คำหมากนี้ก็ไม่ตาย แล้วอุบัติเหตุโรคภัยยาพิษไม่ตายหรือ แต่ที่แน่ๆผู้ปลุกเสกได้ตายไปแล้ว บอกความจริงแก่ลูกหลานได้แล้ว ลืมผมขนฟันเล็บหนังแล้วหรือ เอาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาไปไว้ที่ไหน หรือจะเอาน้ำเต้า นางกวัก ชูชกดีไหมจะได้รวยเฮงๆ มีศีลมีความคุ้มครองดีกว่ามีเครื่องรางของขลังทั้งหมด ศีลเป็นเยี่ยมในโลก
๙.อย่าไปหวังอะไรกับมนุษย์ปุถุชน แม้จะทำดีเพียงใดก็ตาม ถ้าไม่ได้ตอบสนองกิเลสตัณหาให้แก่เขาเสียแล้ว เขาก็จะไม่ยกย่องเราขึ้นมา แต่เขาจะยกย่องผู้ที่สนองเขา

๑๐.เราบังคับผม ขน เล็บไม่ให้ยาว บังคับฟันไม่ให้ผุ หลุดก็ไม่ได้ บังคับหนังไม่ให้เหี่ยวแห้งย่นก็ไม่ได้ บังคับอวัยวะน้อยใหญ่ไม่ให้เสื่อม ไม่ให้มีเชื้อโรคก็ไม่ได้ และบังคับใจไม่ให้ส่งออกปรุงแต่งก็ไม่ได้ บังคับให้ฉลาดให้รู้ก็ไม่ได้ มันไม่ใช่ของเรา ไม่มีเราเป็นเพียงสภาพธรรมที่เกิดปรากฏดับ แวบๆ

๑๑.เมื่อร้อยปี พันปี แสนปี.....ปี ที่แล้วมาตำแหน่งนี้ เก้าอี้นี้ ยศนี้ สถานที่นี้ ชุมชนนี้ แบบแผนนี้ ภาษานี้ แนวคิดนี้ ผู้มีชื่อนี้ สิ่งนี้....นี้ ก็ไม่มี และเมื่อผ่านไปร้อยปี พันปี แสนปี...อนันต์ปี สิ่งเช่นว่านี้ โลกนี้ก็ไม่มี ทั้งหมดเป็นเพียงเมฆหมอก หรือตำนาน

๑๒.กำหนดรู้จิตในจิต ใจที่นึกคิดส่งออก รู้ทุกข์ เหตุที่ทุกข์ ทุกข์เพราะอะไร ทุกข์ไปทำไม แล้วทำไมจะต้องทุกข์

๑๓.ตายเสียดีกว่าที่จะละทิ้งหน้าที่ ความหมักหมมพอกพูนก็ไม่เกิด ทั้งไม่ต้องมาเดือนร้อนใจ มาประมาทมาขยายภพชาติให้ไกลออกไปอีก

๑๔.ไม่พอใจชีวิต เราก็สะกดจิตไปทางอกุศล ใจเราก็ถูกทำร้าย แต่ถ้าเราพอใจในชีวิตเราก็จะติดหลงอยู่ในภพ

๑๕.เอาเครื่องประทินผิวมาปกปิด เอาเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับมาปกปิด เอาฐานะอาชีพตำแหน่งบทบาทมาปกปิด เอาคำพูดการกระทำมาปกปิด เอาตัวเลขเอาสถิติหลักการวิธีการมาปกปิดซึ่งธาตุแท้หนังแท้สิ่งที่แท้ แต่ใจของเราก็รู้ ลิเก ลิเกๆๆ

๑๖.ยิ่งได้ยิ่งอยาก ยิ่งมากยิ่งต้องการ ชีวิตถูกใช้จนตาย แต่ถ้าไม่ได้แล้วยิ่งอยาก ชีวิตก็ยิ่งดิ้นกับถูกบีบรัดจนตาย ไม่อยาก เบา อิสระ

๑๗.มีสติตามรู้เท่าทันความคิด อารมณ์ในขณะปัจจุบันที่ปรากฏ ก็เพื่อตัดกระแสกิเลส ชีวิตก็ไม่ตกเป็นเหยื่อ เมื่อปัญญาเกิดก็ดับมันได้

๑๘.ใช้ชีวิตมีชีวิตมีทรัพย์ ไม่มีอริยทรัพย์เราก็หลง ไม่มีข้อมูลที่จะไปปรโลก ไม่มีโอสถทิพย์ เราก็มืดไปร้องไห้ไป

๑๙.ไม่เข้าใจธรรม เราก็แบกโลกเพราะไม่รู้ความจริง มาหลงกับสิ่งที่ปรากฏจนหมดเวลาชีวิต (เกิดมาเพื่อตาย ไม่ได้มาต่อสู้กับความตาย เสียของเสียดายชีวิต)

๒๐.คบคนเป็นคน คบสัตว์เป็นสัตว์ คบเทพเป็นเทพเป็นตัวชี้ขาดหรือจุดเริ่มต้นที่จะไปนรกหรือสวรรค์เพราะเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ประกอบนำไป เกื้อไป อาศัยไป จูงไป ดำเนินไป ไป

๒๑.รู้กายที่เคลื่อนไหว รู้ในสิ่งที่ทำรู้ในคำที่พูดรู้ใจที่นึกคิดมีสิ่งที่กระทบสัมผัสก็รู้ เกิดกุศลอกุศล รู้ภายในอยู่อย่างนี้ ปัญญาก็เจริญ ไม่ใช้มารู้สิ่งข้างนอกแต่ก็ยังแก้ปัญหาอะไรไม่ได้

๒๒.เราต้องเอาบุญ หรือศีลสมาธิปัญญาไปต่อสู้กับความเกิดแก่เจ็บตาย ไม่ใช่มาต่อสู้ หรือเอาชีวิตมาแลก หรือทิ้งกับบ้าน รถ ยศ หรือเอกลาภทั้งชีวิตที่ไม่ได้ทำให้สิ้นออกจากทุกข์ แล้วก็ดับจบไปภพหนึ่งๆที่ไม่รู้ทางออกจากวัฏฏะ

๒๓.เมื่อเจริญอยู่ในธรรมก็ได้สิ่งที่ประเสริฐ ใจก็สูงขึ้น ดีขึ้น เจริญขึ้น สว่างไสว ดับไฟในใจที่เกิด ไม่ต้องไปแย่งคับแค้นเสียใจอะไรหรือสิ่งใดๆแล้ว ได้เห็นแล้วสิ่งใดที่สูงสุด ดีสุด เลิศประเสริฐสุด

๒๔.คบคนไม่มีศีล เขาก็เห็นแก่ตัวหาเอาเข้าตัว จะเบียดเบียนเราหลอกเราพูดไม่ดีกับเรา และทำร้ายเราได้

๒๕.เห็นคนสวย คนรูปหล่อก็กำหนดระลึกอสุภะพังผืดตกขาว ศพๆ หรือมองทะลุแป้ง แก้ม หนังก็เห็นกายในหรือมโนทุบหัวก็เห็นกะโหลกเยื่อในสมองไขมัน ก็คลายความยินดีติดข้องในรูป

๒๖.หาสุขจิตก็ยังไม่หมดกิเลส

๒๗.กล่าวหรือประจบเพื่อหวังในทรัพย์เอกลาภ เสียสกุล ไม่ใช่วิสัยของสมณะ ผู้เห็นความดับ หรือผู้เดินออกจากโลก

๒๘.เขาทำอย่างไรก็เป็นกรรมของเขา ถ้าเราไปตำหนิถือโทษจิตเราก็ขุ่นมัวมีบาปอกุศล ต้องปล่อยให้วันเวลาเหตุการณ์ ความเจ็บ ความสูญเสียหรือกฎกรรมหรือภพภูมิสั่งสอนเขาเอง

๒๙.เมื่อเราอยากมีมากกว่าเดิม ก็จะนอน กิน พัก คิด....อิสระน้อยกว่าเดิม จะเหนื่อย วุ่นวาย คิดมากกว่าเดิม ชีวิตก็เสีย

๓๐.เมื่อทำกรรมไม่ดี ใจก็ไม่ดี ไม่สงบ หรือสั่งสมเหตุที่ไม่ดีสัญญาก็มากจิตก็ปรุงแต่งมากไม่หยุดจะเหนื่อย เราก็ทำร้ายใจตนเอง

๓๑.อย่าไปเหนื่อยกับกิเลส ชีวิตใกล้อัสดงแล้ว จงตื่นมามองดูโลกที่ต้องจาก

๓๒.ให้น้ำหนักเรื่องกฎกรรมมากกว่าเรื่องปากท้องใจก็สบายใจ เมื่อไปภพหน้าก็จะมีบุญพาไป วาสนาส่งไปในภพภูมิที่ดี ได้ชื่อว่า “เกิดมาชอบแล้ว”

๓๓.คนที่เขาแก่กว่าเรา ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี.....เขาไปไหนกัน เขาได้กำหนดรู้ หรือรู้ความจริงก่อนที่เขาจะไปไหม

๓๔.หลงกับสิ่งที่เอาไปไม่ได้ ไม่เที่ยง มีความแตกดับก็ไม่ใช่ปัญญา ไม่อิสระ จิตก็ไม่ว่าง มีแต่วุ่น และก็วุ่นจนตาย

๓๕.ไม่พอใจในชีวิตในสิ่งที่มีที่เป็นอยู่ก็ชำระจิตไม่ได้ ใจก็คับแค้น ฟุ้งซ่าน ปรารถนา สะกดจิตตนเองให้มีทุกข์อยู่เช่นนั้น

๓๖.อยู่ให้พอเพียง ใช้ให้พอดี วัตถุก็จะไม่ทิ่มแทงใจ อย่าให้ความสะดวกสบายมาทำลายความสุข

๓๗.ใจที่สบาย สงบ สว่าง สะอาดก็ด้วยบุญกุศล มีสติตัดกระแสอารมณ์ที่เกิด มีปัญญาดับชำระ

๓๘.จิตจะเย็นได้ก็ด้วยการสั่งสมคุณธรรม อภัย เมตตา อโหสิ

๓๙.ฝึกสติ อบรมจิตก็เพื่อเปลี่ยนชีวิต เข้าใจชีวิต จิตก็เบา แต่ถ้าไม่ฝึกก็เดิมๆและก็มีแต่หนักขึ้นๆ

๔๐.จิตที่มืดอยู่ที่มีกิเลส ไม่มีศีล หรือยังลุ่มหลงอยู่ จะมีความโปร่งใสได้อย่างไร

๔๑.เมื่อเจริญอยู่ด้วยบุญ กุศล ปัญญา ความตายก็ไม่เป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่ถ้ามีบาปก็น่ากลัว แม้ปัจจุบันภพก็มีสัญญากรรมผุดจรปรากฏ

๔๒.เราหลงความเป็นมนุษย์ทั้งที่มนุษย์อายุก็ไม่ได้ยังยืนอะไร เดี๋ยวก็หาหมอ หมดแรงล้มลงเป็นดิน ธุลีดิน

๔๓.ไม่มีผู้ใดอยู่หรือมีความสุขด้วยการผิดศีลธรรม บ้างก็เปลือกนอกดูดี มีสิ่งคุ้มกัน แต่ภายในจิตแล้วเร้าร้อน ไม่สดชื่น ขาดสิ่งคุ้มกันภายใน หรือที่พึ่ง

๔๔.ใช้เมตตาสยบความพยาบาทขุ่นเคืองคับแค้นอาฆาตใจก็เย็นแต่ถ้าพิจารณาเห็นแจ้งใจก็ว่าง แตกดับกันหมด

๔๕.เมื่อมักน้อยสันโดษก็จะไม่วุ่นวาย ไม่ฟุ้งซ่าน เบา แต่ถ้ามักมากมักง่าย หนัก

๔๖.ของใดที่เป็นกิเลสไม่ใช่ของวิเศษ แต่กลับเป็นโทษภัยมีความเศร้าหมอง...แม้เป็นของหอมได้แล้วสุขแต่ก็สุขได้ไม่กี่วัน เช่นได้บ้านสวย ได้รถสวย ได้คนหล่อคนสวย แต่ก็สุขได้ไม่กี่วันกี่เดือนกี่ปี เดี๋ยวก็เบื่อ

๔๗.เมื่อเห็นผิด อกุศลก็เกิดด้วยสัญญาทิฎฐิ จิตเดิมที่เราเข้าใจสั่งสมมาแต่ถ้าได้โน้มธรรมมาความเห็นก็เปลี่ยน (ต้องฟังธรรม ไม่ฟังไม่ได้)

๔๘.ทำดีเราก็หลงตัว ทำไม่ดี เราก็ไม่รู้ตัว จิตก็เป็นมาร มารพระเกิดที่ใจ

๔๙.วิธีดับอิจฉาริษยาต้องมีสติพิจารณาเหตุปัจจัย ความเป็นมา สภาวะ กรรม วาสนา บุญที่แตกต่างกันหรือใช้วิธีข่มจิต ท่องซ้ำ เช่น เขาได้ดีแล้ว,อิจฉาไม่ดี,ริษยาเราร้อน,เป็นบุญของเขา,บุญเขา,กว่าเขาจะได้มาก็ลำบาก หรือถ้อยคำใดๆเพื่อให้หยุดปรุงแต่ง

๕๐.พึ่งผู้มีอิทธิพลเราก็อยู่ใต้เขาพึ่งผู้มีกิเลสก็บริสุทธิ์ไม่ได้ พึ่งพระพึ่งพระเจ้าก็ช่วยเราไม่ได้ เพราะพระเองก็หาที่พึ่ง พระเจ้าเองก็อยู่ภายใต้บังคับแห่งไตรลักษณ์ ไม่ได้ทำให้จิตเราบริสุทธิ์หรือมีปัญญาดับทุกข์และถึงการดับสุญ เราต้องพึ่งตนเอง พึ่งธรรมมีธรรมวินัย เริ่มที่ศีล

๕๑.เมื่อไม่รู้จิตเห็นจิตจะไปสู้รบกับทุกข์ได้อย่างไร ก็ต้องเจ็บอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เราเจ็บครั้งหนึ่ง สติก็เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง เมื่อเจ็บมากๆปัญญาก็เริ่มเกิดก็เริ่มละเริ่มวางได้

๕๒.รักษาธรรม รักษาชีวิต รักษาจิตด้วยการไม่ทำบาป ธรรมะรักษาจิต

๕๓.ปัญญาฝ่ายโลกยิ่งเรียนรู้เท่าไรก็ไม่พ้นทุกข์ แต่กลับทำให้จิตยิ่งหยาบเพราะเป็นไปเพื่อความต้องการเพื่อเหนือผู้อื่น มีตัวตนมากขึ้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อละ ปล่อย วาง ว่าง อิสระ หรือแจ้งโลก

๕๔.เราไม่มีอาวุธใดติดตัวก็ดีแล้ว แม้คราวเคราะห์พบคนพาลมีอาวุธเราก็ใช้กรรมวิบากตัดสินในสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะได้มีกรรมกันมา ถ้าเขาฆ่าเราก็ดีกว่าเราฆ่าตัวเอง ถ้าเขาตีเราก็ดีกว่าเขาฆ่าเรา ถ้าเขาด่าเราก็ดีกว่าเขาตีเรา เวรก็ไม่ผูก ภพภูมิเราก็ไม่ขยาย

๕๕.เราไม่มีทรัพย์สมบัติตกทอดแก่ลูกหลานก็ไม่เป็นไร เพราะสิ่งนั้นไม่ใช่ที่พึ่ง เพียงอาศัยใช้ได้ภพเดียวก็หมด และทำให้ติดข้อง แต่ถ้าให้เขาได้เข้าใจธรรมคำสอนความละอายในบาปอกุศลจะดีกว่า เพราะเขาจะไม่มีเวรภัยแก่ผู้ใด จะมีที่พึ่งไปตลอดทุกๆภพชาติ จนถึงสุญโญ

๕๖.เรามาดีใจอะไร มาแสดงความสำเร็จอะไร มาภูมิใจอะไร ได้แก้วได้แหวนได้รถได้ยศได้บ้านได้ตำแหน่งหรือ ก็ในเมื่อเราคือนักโทษแดนประหาร เป็นทาสแห่งทุกข์ เป็นเหยื่อของวัฏฏะ ไปดีใจอะไร

๕๗.ถ้าไปรอคอย รอเวลา รออะไรหรือปล่อยใจ ใจเราก็ทุกข์ จงหาที่อยู่ให้จิตเกาะเกี่ยว ใจจะได้สงบ แต่ถ้าสงบแล้วก็ดูจิตให้แจ้งจิต

๕๘.เมื่อมีความรู้ตื่นในความแก่เจ็บตาย เราก็จะไม่ประมาท ไม่หลงในโลกที่เราอยู่ในสิ่งที่มีที่เป็น

๕๙.กายวาจาใจเป็นตัวแสดงศีลสมาธิปัญญาที่เป็นไปเพื่อกุศลความบริสุทธิ์แห่งจิต

๖๐.เข้าใจชีวิตแค่เสื้อผ้าปากท้องเครื่องประดับ เกียรติ แต่ขาดเรื่องจิตใจบุญบาปจิตที่ทุกข์ไม่อิสระเราก็ขาดทุน

๖๑.เราอยู่ด้วยความไม่รู้ทั้งอดีตปัจจุบัน เราไม่รู้กายที่เคลื่อนไหว ขยับออกแรง ไม่รู้ใจที่ส่งออกนึกคิดไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง อดีตอนาคตเรามาจากไหนและจะไปที่ไหนก็ไม่รู้ เราคือผู้หลงโลก ไม่รู้ทิศไม่รู้ทางไม่รู้ดับ

๖๒.เรามาห่วงทำเพื่อลูกหลานบริวารมาแบกทุกข์ผู้อื่น ทุกข์ตนเองก็ยังไม่หมด ทางที่จะไปเราก็ไม่รู้ คนมันมีกรรมกันมา ลูกหลานคู่รักคนรักเราตัวเราก็มีกรรม มาพบปะเกี่ยวข้องกันแล้วก็ไปตามวิถีทางที่ได้ทำมา เราอย่าไปฝืนกฎกรรม อย่าไปสงสารผู้ใดจนลืมสงสารตนเองมิแล้วเราก็ไม่ได้พิจารณา

๖๓.ใจของผู้รู้ ไม่มีอะไรที่จะยึดถือสิ่งนี้สิ่งนั้นไม่นึกคิดปรุงแต่ง ส่วนผู้ไม่รู้ก็ปรุงแต่งฟุ้งซ่านดิ้นรนแบกหามไป พอรู้พอเจ็บก็เริ่มวาง

๖๔.การกระทำไม่สงบใจก็ไม่สงบเพราะใจเราได้บันทึกในสิ่งที่ทำในกรรมที่ก่อเป็นสัญญา ทำให้จิตเราปรุงแต่งนึกคิดเป็นระยะๆ และรับผลช้าหรือเร็วตามเหตุปัจจัย

๖๕.มนุษย์ที่ไม่ได้กำหนดจิต ไม่ได้เจริญสติ ไม่ได้พิจารณาธรรม หรือไม่น้อมธรรมมาเป็นความรู้ตื่นแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะไหลไปตามกระแสของโลก จะหลงความเป็นมนุษย์ หลงในวัตถุเอกลาภ จึงถูกมารหลอก ให้แย่งชิงกัน ฆ่ากัน หลอกกัน แต่แล้วก็ไม่มีใครที่จะได้สิ่งใดๆไป แต่กลับต้องมารับบาปมีบาป

๖๖.กำหนดรู้จิตในจิต ใจที่ส่งออกนึกคิดมีเกิดจากอะไรเป็นมาอย่างไรก็เพื่อรักษาจิตป้องกันจิต ถ้าเราไม่กำหนดก็ส่งออกไปเรื่อยๆก็เหนื่อยนอนก็ไม่หลับเครียดเป็นโรคปวดหัวโรคกระเพาะความดันหัวใจ และถ้าคิดแล้วไม่วางจิตยึดมั่นหน้าก็จะดำและถึงขั้นตายได้

๖๗.ยิ่งทำงานหนัก ทำงานมากเท่าใดไม่ต้องไปหวังจะได้ค่าตอบแทนเป็นเงินวัตถุชื่อเสียงเพราะเราได้ใจที่สงบอินทรีย์พละที่เจริญขึ้นๆแล้ว ใครไม่ทำก็ปล่อยเขาไปเป็นกรรมของเขา เรามาทำกับใจเราจะดีกว่า

๖๘.ชีวิตไม่ต้องเป็นพระเอกนางเอกที่หนึ่งที่สุดก็ได้ เพราะชีวิตไม่ได้ยั่งยืน และนั้นไม่ใช่ผู้สำเร็จ ถ้าสำเร็จ ใจต้องไม่โศก คับแค้น ขุ่น เร้าร้อนทะยานอยากคดเคี้ยว เอาเปรียบ เห็นแก่ตัว หรือมีบาป หรือตกนรก

๖๙.เมื่อเกิดโลภะน้อยเราก็จะขอ เสี่ยงโชค เล่นพนัน เมื่อโลภะใหญ่ก็จะคดโกง และถ้าโลภะกล้าก็ถึงฆ่า ล่า แต่ถ้าเกิดโลภะไม่รอบคอบเราก็จะถูกฆ่าได้ โลภะละยาก ถ้าไม่รู้ตัวหรือสติปัฎฐานยังไม่เกิดก็รู้ว่าขณะนั้นโลภะเกิดขึ้นแล้ว

๗๐.เมื่อฟุ้งซ่านใจลอยกำหนัดหรือเคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่รู้สึกตัว โลภะจิ๋วก็เกิดและสั่งสมเป็นกรรมใหม่ไปเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว ..เราเป็นทาสโลภะ

๗๑.การไหว้เป็นการบูชาย่อมได้รับบูชา ได้รับไหว้ตอบ คุ้มภัยมีสุขมีธรรมเบื้องต้นใส่ตัว แต่ถ้าแข็งกระด้าง หยาบไปเวรภัยก็เกิด ไม่เป็นที่รัก ประมาทในกรรม

๗๒.สะสมมากก็เป็นกิเลส ทำให้เราตระหนี่ ยึด หวง ห่วง ไม่อิสระมีแต่ทุกข์ “หลง”

๗๓.กิเลสหมักดองอยู่ในใจ เมื่อไม่มีการกำหนดรู้ หรือเอาออก พอเห็นได้ยินกระทบสัมผัสก็จะเกิดสืบต่อหลายขณะจนพอกขึ้นเรื่อยๆ สร้างทุกข์ ขยายภพให้แก่ตนเอง

๗๔.เหตุผลของมนุษย์เปลี่ยนได้ เพราะมีกิเลส แต่เหตุผลตามความเป็นจริงเปลี่ยนไม่ได้ มนุษย์กำหนด บังคับ และตัดสินกันเอง แต่ไม่พ้นกฎกรรม

๗๕.กล่าวหรือประจบ เพื่อหวังในทรัพย์ เอกลาภ ใจเราก็ไม่สงบ กิริยาสกุลเราก็เสีย ไม่ใช่วิสัยของสมณะ หรือผู้มีปัญญา

๗๖.การประชุม ถ้าเอาความคิดตนเองเป็นใหญ่ ก็เท่ากับปิดการประชุม แต่ถ้าฟังเสียงจากภายนอก คิดพิจารณาจากภายในจิตก็ได้ผลจากการประชุม

๗๗.เอาและเป็น หรือมีแต่น้อยๆ ความคิด ความวุ่นวาย ความเจ็บก็น้อย ใจก็มีที่พัก ไม่ร้อน เพราะไม่นานก็จะต้องเดินทางแล้ว

๗๘.อายุคือทรัพย์ อายุหมดทรัพย์ก็หมด อายุมากทรัพย์น้อย อายุหมดเขาไม่บอก

๗๙.ใครเตือนก็ไม่ฟัง เตือนตนเองก็ไม่ได้ก็นำตนไปสู่ความทุกข์ ความเห็นผิดเข้าใจผิด จิตก็เป็นอกุศล

๘๐.ขาดปัญญาเราก็เดือดร้อน เช่น เอาผู้ไม่มีศีล ผู้เห็นแก่ได้มาอยู่ด้วย หรือเราไม่อดทนอดกลั้น

๘๑.เมื่อทำการใดๆ จิตก็จะปรารถนาก็ท่องภาวนาด้วยถ้อยคำตรงกันข้าม เช่น เมื่อทำงานก็ท่องว่า “อย่าให้เสร็จๆ” เมื่อขับรถก็อยากให้ถึงที่หมายก็ท่องว่า “อย่าให้ถึงๆ” เมื่อเข้าเวรแล้วออกเวรไม่ได้ก็ท่องว่า “ทุกๆที่เป็นสุขๆ”จิตก็จะตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน ใจก็จะไม่เร้าร้อน(ทุกข์)

๘๒.ไม่ว่าเราจะสร้างกุศลมากมายเพียงใด หากไม่มีปัญญา เราก็ออกจากสังสารวัฏฏ์ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ บุรุษสี่คู่ หรือจิตยังหลงมีทั้งดอกบัวระเบิดธูปมีด ไม้ หรือเทียนทองอยู่

๘๓.เมื่อตามรู้กายรู้ใจไม่ได้ ก็ไม่เห็นใจที่กำลังเกิดโลภะ ก็ละกิเลสไม่ได้ ไปนุ่งขาวห่มขาว เข้าป่า ออกบวช ถือศีลก็ละโลภหรือกิเลสไม่ได้

๘๔.เมื่อประมาทในเหตุหรือทำบาปมาแล้วเราจะคิดบวกไม่ได้ ถ้าคิดหรือใช้อุบายข่มนั้นก็เราก็หลอกตนเอง เพราะปัญหาหรือผลที่เกิดแต่เหตุยังมีอยู่ ยังไม่ได้แก้ไข ถ้าทำไว้มากๆก็สะสมปัญหาใจเราก็ไม่สงบนึกคิดไปเรื่อยๆจบเรื่องหนึ่งก็ไปอีกเรื่องหนึ่ง ท้ายที่สุดเราจะเป็นคนแก่หน้าไม่ยิ้ม

๘๕.ความสะดวกสบายหรือความสำเร็จจะหลอกให้เราพอใจและหลงไปกับโลกโดยไม่รู้ดับหรือรู้ว่าจะต้องตายเพราะเพลิน และไม่ให้เราเห็นหนทางแห่งจิตวิญญาณที่จะต้องท่องไปตามภพภูมิน้อยใหญ่ เราก็มืดไปบอดไป

๘๖.ไม่รู้จักสิ่งใดแล้วยุ่ง เราก็จะเจ็บ แต่ถ้าเรารู้จักแจ้งในสิ่งนั้น เราก็จะละ แต่ถ้ารู้จักไม่จริงและยุ่งเราก็จะดีใจเสียใจไปกับมันจนถึงที่สุดแห่งเจ็บก็จะละมัน

๘๗.เมื่อเราพอใจในกุศล เราก็ไปเกิดเป็นเทพเป็นพรหมเพราะเราไปหวังผลของกุศล แต่ถ้าเราไม่ยึดในกุศลทำดีเพื่อความดี และได้บ่มอินทรีย์ไปเรื่อยๆ เราก็จะเลิกเกิดตาย แต่ถ้าเราหลงพอใจในบาปก็จะไปสู่อบายภูมิ

๘๘.ใครเขาจะติ ว่า หรือด่า หรือตัดสินเราอย่างไรก็ไม่เป็นไร อย่าไปโกรธ ขุ่น หรือแย้ง เพราะภูมิจิตเขาเห็นหรือคิดเช่นนั้น แต่ถ้าเขามีธรรม และใช้ธรรมตัดสินก็เป็นอันถึงที่สุด

๘๙.คนที่เขาไปเที่ยวข้างนอก ไปทะเล ไปภูเขา ป่าไม้ หรือที่รื่นรมย์ก็เพราะเขาขาดความสุข ไม่พอใจในสิ่งรอบตัว หรือถิ่นที่อยู่ ใจเขาก็ไม่สงบ ติดข้องฟุ้งซ่านจะไปอีกทรัพย์ก็ขาด

                     โดย พ.ต.ท.สุรเดช ผะอบทิพย์
                           ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๑

บทความที่ได้รับความนิยม