วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สมาธิเคลื่อนที่กับข้อคิดข้อธรรม ๑๓




๑.ธรรมะไม่ได้แปลว่า โง่ งมงาย บ้าหรือขวางโลกแต่ธรรมะช่วยให้หายโง่ ช่วยให้เจ็บน้อยลง ช่วยดับทุกข์ ทำให้เห็นแจ้งโลก เห็นความจริง และยุติการวนเวียนในสังสารวัฏ สุญโญ

๒.นักฆ่าเห็นการฆ่า นักพยาบาทเห็นการล่า นักทำลายเห็นการล่มสลาย นักโกหกเห็น..........แรงกรรมเป็นกฎธรรมชาติ จิตได้บันทึกสิ่งที่ทำกรรมที่ก่อไว้ทุกขณะๆเป็นสัญญา บ้างสะดุ้ง ระแวง เพ้อ หลอน จิตไม่สงบเพราะทำไว้เยอะ

๓.เราพร้อมที่จะเดินทางออกจากภพหรือยัง ไม่ออกก็ต้องออก เรากำลังเดินทางอยู่ มนุษย์อายุไม่ยืน มีบุญมีปัญญา(ธรรม)มีที่พึ่ง ยิ้ม เย็น ยิ้ม

๔.ชื่อตัวก็สมมติตัวตนก็สมมติเพราะตั้งอยู่ไม่นานก็แปรสลายดั่งฟองน้ำเกิดแตกขณะฝนตก แล้วมายึดตัวยึดตนทำไม ตัวของตัวยังยึดไม่ได้แล้วมายึดว่าเป็นของตัวอีกมาหลงกับสิ่งที่ไม่เที่ยง...มาดื่มอาบเคี้ยวกินเสร็จแล้วก็ไป หลงอะไรหรือ

๕.ขาดเมตตาจิตเย็นไม่ได้ ร้อน ขาดธรรมะชำระ ละ ขัดเกลากิเลสไม่ได้ ขาดสติไม่มีเครื่องตัดกระแสตรวจจับอารมณ์ความคิด ทุกไม่มีดับ แล่นไปเรื่อย รถไม่มีเบรก

๖.ขาดศีลมีภัยไม่สงบ ขาดวินัยไร่ค่าไร้ราคา ขาดมรรยาทไม่งามไม่เป็นที่รักที่พอใจ ขาความรับผิดชอบเสื่อม ประมาทในกรรม เมื่อเจ็บบ่อยๆชัดๆเต็มๆก็ย่อมเห็นแจ้งชัดขึ้นๆว่าเกิดมีมาแต่เหตุ

๗.ยิ่งได้ยิ่งอยาก ยิ่งมากก็ยิ่งอยากมี ยิ่งอยากมีก็ยิ่งอยากได้ แล้วจะจบยังไง ชีวิตถูกใช้จนตาย...ยิ่งมียิ่งผูก(จิตไม่อิสระ) ยิ่งสบายยิ่งยุ่ง ยิ่งใหญ่ยิ่งไม่อยากตาย จะเอาไงดี

๘.สนิมกัดกินเนื้อเหล็ก บาปกัดกินใจเพราะจิตบันทึกในสิ่งที่ทำทุกๆขณะเกิดสัญญาและปรุงแต่งจิต การสั่งบาปหรือสร้างเหตุไม่ดีหรือประมาทในกรรมจิตจะเร้าร้อนห่อเหี่ยวทุกข์ไม่มีดับกลับแต่ขยายภพภูมิ

๙.ยึดถือในสิ่งที่เสื่อม ที่แตกดับ ที่สูญ ที่มีภาระมีต้นทุนมีโทษภัยมีทุกข์ใจแล้วมาตายมาจมอยู่กับภพยึดทำไม หลง ติดวัตถุติดเอกลาภก็เจ็บ........เป็นธรรมดา

๑๐.เราเป็นผู้ยากไร้ ผู้แพ้ก็ไม่เป็นไร้ จะไม่มี ไม่ได้เป็นอะไรเลยก็ไม่เป็นไร จะมีหนี้สินมีภาระมากก็ไม่เป็นไร หรือจะอยู่ใต้ดินก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ใจเราร่มเย็นสงบไม่เร้าร้อนไม่ไปเบียดเบียนใครก็ดีที่สุดแล้วเพราะที่สุดช้าเร็วก็ไม่มีใครได้อะไรไปและไม่มีใครชนะแต่จะกลายเป็นดิน ธุลีดิน เรามามีตัวมีตนหรือมาร่วมมารวมกันเพียงแวบหนึ่งก็แปรสลายแตกดับไป

๑๑.อำนาจลาภยศเป็นของจอมปลอมเป็นเมฆหมอกสลายไป ไม่มีใครได้อะไรเลยจะล้มกันไปที่ละคนๆ เราถูกย้อมมานานจมอยู่กับภพทุกๆภพ ธรรมเป็นกุญแจชีวิต

๑๒.เขาไม่ทำ เขาทำไม่ได้ เขาทำได้แค่นั้น เราอย่าไปโกรธเขาเลยเพราะเขามีสติปัญญาหรือเขามองเห็นได้แค่นั้น ใจที่เมตตา อโหสิ หรือขอขมาจะเบา เย็น

๑๓.คิดนานทุกข์ สงสัยทุกข์ ไม่เข้าใจทุกข์ ไม่แจ่มก็ทุกข์ ไม่รู้ไม่คิดพิจารณาอะไรเลยก็ไม่ทุกข์ แต่เสี่ยงที่จะดับ ดับ ความไม่รู้เป็นมลทินสุดร้าย น่ากลัว ดับงง ไปงง กำหนดภพไม่ได้

๑๔.ไม่รู้จักสิ่งใดอย่าไปยุ่งต่อเนื่องเชื่อมโยง มิฉะนั้นก็เจ็บ สูญเสีย เสียหาย เช่น คบคนพาล ซื้อของใช้ไม่รู้จักราคา กินข้าวไม่รู้จักร้าน หรือเลือกคู่ดูไม่ดี มนุษย์คู่กับทุกข์ มีเหตุให้เจ็บมากๆ เช่น ทำอะไร มีอะไร เป็นอะไร ถ้าไม่คำนวณ ไม่ประมวล ไม่ประมาณ ไม่ประเมินก็เจ็บ เจ็บ

๑๕.อายุเท่าไรหรือ เวลาใกล้หมดแล้ว ทำไมไม่เตรียมทั้งที่ยาวไกลสุดคณานับ แต่มาหลงกับสิ่งใกล้ๆที่กำลังจะจากจะดับสุดท้ายก็ไม่ได้อะไร เหนื่อยฟรี ถูกหลอกทั้งชีวิต กรรมกำหนดภพ ถ้าประมาทก็ตายทั้งเป็น ย้อนเวลาไม่ได้

๑๖.คนหยาบไม่เข้าใจบุญบาปไม่เห็นจิตตนใจนึกคิดปรุงแต่งไปเรื่อยแล้วจะดับทุกข์ได้อย่างไร เขากำหนดรู้ไม่ได้เลย เขาไม่รู้อะไรเลย แม้ภพที่จะไป มันเป็นกรรมที่ได้สั่งสมมา หมดกรรมก็พอจะรับพระสัทธรรมได้แต่จะนานเท่าใดก็ไม่รู้เพราะธรรมพบและได้ยินได้ฟังยากยิ่ง

๑๗.ธงชัยของชีวิตคือความดับสูญ สุญโญเริ่มที่สติจนเป็นมหาสติ ฝึกกายมีศีล ฝึกสติมีธรรมชำระกิเลสทุกข์ก็ดับ

๑๘.ต้องหาคำตอบก่อนตายว่าดับลงแล้วจะไปไหนต่อ ถ้าไม่ก็ใช้ชีวิตประมาทฟังก์ชั่นเวลากับกฎไตรลักษณ์จะพาเราไปถูกไล่ต้อนไปสู่ความดับกันหมด โลกคือสุสาน ถ้าผูกไว้หลายเรื่องชีวิตไม่จบ อายุมากต้องเคลียร์ อายุน้อยสร้างเหตุดีๆ

๑๙.บุญไม่ใช่ที่สุด เมาบุญก็เมาเป็นเทพเป็นพรหม หมดบุญก็เมา ก็ยังวนอยู่ ที่สุดแห่งทางคือมรรค ๘  และกำหนดไปที่ทิศดับ ดับ ดับ... ปัญญาก็เกิด  โบสถ์ วิหาร เจดีย์ ไม่ใช่ที่พึ่ง ความศักดิ์สิทธิ์มิใช่ที่อื่นแต่อยู่ที่จิตตนฝึกฝนอบรมบ่มอินทรีย์ให้ให้รู้ในรู้นอก รู้เกิดรู้ดับ แจ้งชัดอนัตตา.....เวลาเหลือไม่มากแล้วสละโลกให้ได้

๒๐.เมตตา ปัญญา บริสุทธิ์ ขาดเมตตา ไม่มีปัญญา ไม่บริสุทธิ์ ไม่บรรลุ แม้จะภาวนามาเท่าใดก็ตาม ก็ไม่ถึงปัญญา มีอวิชชา

๒๑.ความบริสุทธิ์ใจเป็นความสุขที่แท้จริง ใจชุ่มชื่นเพราะมีคุณธรรมมีกุศลหล่อเลี้ยง แต่ใจที่ขาดธรรมก็เหมือนปลาขาดน้ำชีวิตจริงไม่สุข  ทำกรรมดีใจเราก็ดี

๒๒.ยิ่งหลงยิ่งเหนื่อย ยิ่งหลงยิ่งแสวงหา ยิ่งหลงยิ่งดิ้นรน ยิ่งหลงยิ่งแบก ยิ่งหลงยิ่งไม่รู้ดับไม่รู้ตาย ยิ่งหลงยิ่งหลง ยิ่งหลงยิ่งกำหนดภพไม่ได้ ไม่รู้จะไปจบสิ้นลงตรงไหน ถ้าจะไม่หลงก็ต้องรู้ทิศรู้ทางรู้จุดหมาย จะได้ไม่ต้องเกิดไม่ต้องตาย

๒๓.ธรรมะไม่ได้อยู่ที่การเอาปิ่นโตไปถวาย ตักบาตร ทำวัตรเช้าเย็น หรืออยู่ที่บทสวด แต่เป็นเพียงพื้นธรรม มนุษย์เป็นสัตว์บำเพ็ญต้องฝึกกายให้มีศีล ฝึกสติให้มีธรรม นำมาชำระกิเลส จิตที่ตั้งไว้ดีก็มีธรรมวินัย ใจก็ศักดิ์สิทธิ์

๒๔.ผู้ประมาทในกรรม ตายทั้งเป็น หลง เมา จม

๒๕.เราแค่ใบไม้ใบหนึ่งในโลก แต่เข้าใจว่าเป็นต้นไม้ที่ถูกสลัดใบเมื่อใดก็ได้ อาศัยอยู่บนแผ่นดินแต่เข้าใจว่าแผ่นดินเป็นของเรา ตัวเราผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ตั้งอยู่ไม่นานก็เป็นตำนาน จะยึดทำไม

๒๖.ตอนดีๆ ยังไม่เจ็บ ฟังธรรมไม่รู้เรื่อง พอลมหายใจจะหมดก็สายเสียแล้ว ปลาไม่เห็นภูเขา ไม่เห็นเสือ ไม่เห็นลิง.....ความทุกข์ร้อนในใจคือบาป

๒๗.ความเจ็บความพลัดพรากความสูญเสียหรือความเสียหายจะสั่งสอนเรา และจะทำให้เราสิ้นความสงสัยในธรรมไปเรื่อยๆจนแจ้งชัด โดยเฉพาะความตายจะสั่งสอนเราไปทุกภพทุกชาติ จนทนไม่ไหวและจะลู่เข้าสู่พุทธธรรม

๒๘.คบคนเป็นคน คบสัตว์เป็นสัตว์ เป็นจุดเริ่มต้นที่จะไปนรกหรือสวรรค์ เพราะเกิดแต่เหตุนำไปเกื้อไปจูงไปอาศัยไปดำเนินไป

๒๙.ธรรมะช่วยให้เรามีปัญญา ทำให้เจ็บน้อยลงหรือไม่เจ็บ เช่นเจ็บกายใจไม่เจ็บ ทำให้รู้ตัวรู้กำลัง ไม่ดิ้นไม่แบก รู้เกิดรู้ดับรู้ระยะเวลาหากิน ไม่เมาไม่หลง ไม่จมไม่ติด ไม่ชื่นชมโลก

๓๐.ไม่มี ไม่เป็น ไม่เอา ไม่เกิด คือธรรมขั้นสูงสุด แต่ถ้ามีเป็นเอา ก็ติดวนอยู่ในสังสารวัฏ

๓๑.เกิดมาอยู่นาน ถูกย้อมจึงติดในภพติดในสมบัติติด......จนดับแล้วก็วนเวียนอีก ทำไมไม่ไปทางมรรค ๘ รู้ทิศรู้ทางรู้จุดหมายไม่หลง

๓๒.ไม่ประมาทในธรรม คือ ไม่ประมาท เหตุมีสติทำเหตุที่ดีเพื่อผลที่ดี เช่น ขยันก็เจริญ ขี้เกียจก็เสื่อม แต่ถ้าประมาทก็ตายทั้งเป็น หรือมีลิมิตลู่หรือดำเนินไปสู่การฆ่าตัวตาย ทำลายผู้อื่น สะสมเหตุดีปรโลกหน้าไม่ต้องกลัว จะอาจหาญต่อยมบาล...

๓๓.เมาธาตุเมาวัตถุตกเป็นเหยื่อเป็นกรรมที่สั่งสมมา เมื่อเจ็บ สูญเสีย พลัดพรากบ่อยๆ จิตก็เริ่มตื่นและพิจารณาจนเห็นทุกข์โทษภัย ใจก็ละคลายยึดถือ

๓๔.เชื่อพระพุทธสักทีได้ไหม จะให้เจ็บไปถึงไหนหรือ

                             โดย พันตำรวจโทสุรเดช ผะอบทิพย์
 
                                        ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๙

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

สมาธิเคลื่อนที่กับข้อคิดข้อธรรม ๑๒




๑.แม้ไม่มีธรรมแต่ผลรวมของความเจ็บและตายนับครั้งไม่ได้(อนันต์ครั้ง)จะสอนเรา ทำให้สวิงเข้าสู่กระแสอริยะเพราะสติตั้งและงอมในทุกข์ รู้ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ เจ็บมากๆปัญญายิ่งเกิด เช่น เมื่อมีเหงื่อ เลือด น้ำตา เงิน ทรัพย์ไหลออกเราจะจำและพิจารณา.....เจ็บไม่จำช้ำจนตาย

๒.โกรธเขาเราโง่เพราะรู้ไม่จริง ถ้ารู้ใจก็ยอมรับเข้าใจในเหตุปัจจัยกลับเมตตาสงสารเขา

๓.อย่าหนีรถคันเก่า บ้านหลังเก่า ข้าวของเก่า ติดวัตถุจิตก็ถูกทำร้าย ยิ่งปรารถนาทุกข์จะเข้าแทนที่ เด็กๆร้องตาย ร้องยาวพอแก่เริ่มแน่ชัด

๔.ทยอยหายกันไปเรื่อยๆ ที่ละคน สองคน หลายๆคน แตกดับกันหมด ย้อนเวลาไม่ได้ ณ จุดๆหนึ่งหรือตำบลที่ของเส้นทางอนันต์ในสังสารวัฏ แต่จิตดวงนี้ยังท่องไปตามภพภูมิน้อยใหญ่ตามกฎกรรมที่ทำมา ไม่มีใครช่วยใครต่อให้เป็นพระเจ้า เทพเซียนน้อยใหญ่ หมอหรือห้อมล้อมเดินกันมาเป็นกลุ่มใหญ่ก็ช่วยไม่ได้ เมื่อกรรมสำเร็จ บาปให้ผล สายไปเสียแล้ว

๕.เราต่างไม่รู้เลยว่าจะอายุสั้นหรือยาว จะป่วยเป็นโรคอะไร จะตายตอนไหนเมื่อใด ทั้งตายแล้วจะได้เกิดเป็นอะไรก็ไม่รู้ แต่ถ้าบาปไม่ก่อ มีบุญกุศล ปรโลกหน้าก็ไม่ต้องกลัวจะเห็นภูมิที่จะไป และมีความอาจหาญต่อยมบาล หากินแล้วก็ดับ หากินเบาๆ อยู่ก็เย็นไปก็เย็น อยู่กันไม่กี่วันคืนก็ไป เอาเปรียบเอากำไร ตายกันหมดจบกันหมด เวลาเหลือน้อย

๖.ยิ่งไม่พอ ยิ่งเดือดร้อน ยิ่งก่อภพ ยิ่งติดใจ ยิ่งจม ยิ่งเมา ติดอยู่ในสังสารวัฏ

๗.โบสถ์ วิหาร เจดีย์ บทสวด พุทธรูป รูปปั้น เครื่องแต่งกาย สถานะ บทบาทเป็นเพียงเครื่องมือหรือสิ่งงามเพื่อเป็นแนวทางให้ก้าวไปแต่ไม่พึ่งติดผูกจะทำให้จมหรือเมาจะไม่เห็นสัทธรรมที่แท้จริง จุดสำคัญอยู่ที่จิต คิดดี พูดดู ทำดี มีสัจจะรักษาหน้าที่เสมอๆ หรือมรรค ๘ หรือศีลสมาธิปัญญาหรือประคองจิตมิให้เกิดอกุศลถ้าเกิดชำระด้วยปัญญาชำระขัดเกลาไปทุกๆวันจนขาวรอบ การประพฤติธรรมสำคัญอยู่ที่จิตต้องฝึกสติจนเป็นมหาสติเพื่อให้สติกำหนดรู้ทันคุมจิตมิให้ผิดธรรม เวลาของเราใกล้จะหมดแล้ว...รูปังอนิจจัง รูปังอนัตตา

๘.ผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีธรรมขาดธรรมแห่งอำนาจชีวิตจริงไม่สุข ระแวงเพราะทำเขาไว้เยอะหาคนที่จริงใจด้วยก็ยากที่เดินตามเข้าใกล้ก็หวังแต่จะได้เท่านั้น สุดท้ายไปคนเดียวเจ็บคนเดียว รับเต็มๆ สำเร็จเอกลาภชาตินี้ภพนี้แต่ไม่คำนึงถึงภพภูมิถัดไปอันตรายเป็นผีร้องไห้ การเป็นไอ้จุกไอ้แกะไอ้จิ๋วไอ้จ่อยดีแล้วไม่ต้องเหนื่อยใจมีหน้าที่ใดก็ทำไปนะและอย่าไปขัดคอขัดใจเขานะ(ขัดคอก็เวรอยู่ไม่สุข) ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่จะเกิดผลกรรม

๙.รู้ในสิ่งที่ใช้เข้าใจในสิ่งที่จากเพราะทุกสิ่งจะจากเราไปและเราเองก็กำลังจะจากโลกนี้ ๖๐ ปี แล้วนะ ๗๐ ปี แล้วนะ ไม่ต้องไปคุยนะว่าเรามีร้อยล้าน พันล้าน มีนี้มีนั้นมีโน้น เป็นนี้เป็นนั้นเป็นโน้น และไม่ต้องไปแต่งสวยร่างมันพังแล้วพังเสื่อมแล้ว แต่พึ่งรู้ในภพภูมิที่จะไปดีกว่า  เวลาเหลือน้อย ส่วนเด็กต้องหมั่นเพียรเรียนรู้ พอโตหน่อยอะไม่ควรมีอย่ามีนะเดี๋ยวมันทำร้ายจิตเรา ดิ้นตายเลย เหนื่อยตายเลยนะ

๑๐.ชีวิตอยู่ความดิ้นรนมากหยุดไม่ได้ ถ้าให้ความตายมาหยุดจิตก็เศร้าหมอง เมื่อขยับฐานะหรือสถานะภาระก็เพิ่มขึ้น ขึ้นไปทำไม แม้ไม่ลงเขาก็ให้ลง เจ็บนะ

๑๑.เราลำบาก เราเหนื่อย เราหิว เราไม่ได้พัก เราไม่ได้หยุดแบบคนอื่นเขาก็ไม่เป็นไรเพราะเราเลือกเกิดไม่ได้ เหตุปัจจัย ความเป็นมา หรือกฎกรรมจึงได้ดำเนินมาอย่างนี้เป็นอย่างนี้ แต่ขอให้เราทำหน้าที่ของเราให้ดี(อาชีพชอบ ทำชอบ)บุญบารีก็เกิดใจเราก็สงบ แต่เราไม่รู้กลับไปอยากนี้อยากนั้นอยากโน้น ใจเราก็ไม่สงบได้มาแล้ว หรือไปมาแล้วก็เกิดทุกข์เดือดร้อน เสียเงิน เสี่ยง หรือสุดท้ายก็ได้แค่โลง ถูกสุขหลอกไปทุกข์

๑๒.มนุษย์สัตว์ต่างด้วยสติปัญญา อุปนิสัย เหตุปัจจัย ความเป็นมาทั้งภูมิจิตภูมิธรรมแต่เป็นสัตว์บำเพ็ญและพัฒนาที่จะเข้าถึงความจริง(ปรมัตถธรรม)เพื่อยุติสังสารวัฏหรือไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกหรือนิพพาน

๑๓.การรักษาจิตคือการไม่ทำบาป

๑๔.แม้ความตายรอเบื้องหน้าก็เปลี่ยนความเชื่อความเข้าใจความคิดความเห็นให้เขาเห็นความจริงก็ไม่ได้เป็นดวงจิตที่มืดบอดเป็นกรรมของสัตว์ที่ได้สะสมมา มนุษย์สัตว์ต่างเห็นความจริงไม่เสมอกัน ถ้าเห็นแจ้งชัดก็ปลอดอวิชา ไม่เมา ไม่หลง ไม่ติดในภพในรูปตัวตนคนสัตว์ต้นไม้สิ่งของ

๑๕.มนุษย์ที่แสดงกันอยู่ของจริงหรือของปลอม เสแสร้งหรือมายา พูดจริงหรือหลอก ยิ้มหรือเลศนัย ให้จริงหรือหลอกใช้ ลิเกๆ มนุษย์ไม่มีศีลคนไม่มีธรรมก็ย่อมหลอกและเบียดเบียนกันเป็นธรรมดาแต่ก็ต้องชดใช้มีวิบาก

๑๖.ยิ่งให้ใจก็สละ ยิ่งขอใจก็อยาก ใจที่ไม่มีธรรมจะมีแต่ความอยาก

๑๗.ไม่มีไม่ทุกข์ ถ้ามีมีตามกำลังถ้าเกินจะเดือดร้อน เจ็บ เจ็บยาว แต่ถ้ามีมากก็จะไม่อยากตายจะมีปัญหาต่อภพภูมิที่จะไป

๑๘.คบคนเช่นใดก็เป็นคนเช่นนั้น คบคนก็เป็นคน คบสัตว์ก็เป็นสัตว์

๑๙.ไม่พอใจในหน้าที่การงาน ถิ่นที่อยู่ บุคคล ฐานะ สิ่งที่มีที่เป็นที่ได้หรือสิ่งที่ถูกกระทบสัมผัสใจก็เป็นทุกข์ ยอมรับมันให้ได้ใจจะได้เป็นสุขเพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมีเหตุปัจจัยความเป็นมาและจะแปรเปลี่ยนสลายดับไป อย่าไปทุกข์กับมัน เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เราไม่ได้อยู่เช่นนี้เลยไปหรอก เดี๋ยวมันดีเองๆ ทำหน้าที่ของเราให้ดี

๒๐.ทิฎฐิ มานะบดบังปัญญา เอกลาภ สักการะฆ่าคนโง่

๒๑.กรรมใดที่ทำแล้วเดือดร้อนใจภายหลังต้องมีโศกาและเสียหาย จิตจะไม่สงบ แม้คิดบวกได้ก็ไม่นานเป็นเพียงอุบายข่มจิตหลอกตนทั้งปัญหาหรือเหตุที่สร้างไว้ก็ยังไม่ได้รับการพิจารณาหรือถูกแก้ไข แต่จิตที่บันทึกกรรมนั้นก็มีสัญญาปรากฏผุดขึ้นเนื่องๆ จิตย่อมเศร้าหมอง ควรเว้นกรรมไม่ดีเสีย (บาปไม่ทำเลยดีกว่า)

๒๒.กุศลนำสัตว์ให้ไปเกิดในทางเจริญ อกุศลนำสัตว์ไปสู่อบายภูมิ จิตบันทึกในสิ่งที่ทำในกรรมที่ก่อแต่ละขณะๆตามฟังก์ชันเวลาให้ผลทั้งปัจจุบันและอนาคต เช่น คนแก่ที่ทำกรรมไม่ดีมาจะนั่งคิดนึกเรื่องราวในอดีตหลายต่อหลายเรื่อง ใจก็ไม่สงบใบหน้าก็คล้ำดำหมอง แววตาน้อยลงๆ

๒๓.โทษของความอยากมองเห็นได้ยาก มันชั่งหนาวเหน็บและซ่อนความเจ็บไว้ คลายช้า เจ็บนาน ชั่งเป็นยางเหนียวถึงเจ็บซ้ำบ่อยๆอีกก็ไม่แน่ใจ แต่ถ้าถี่ๆ ชัดๆ เต็มๆ สติจะตั้งเพียงพอที่จะเพ่งพินิจพิจารณาเหตุปัจจัยได้บ้าง แต่ถ้าจะให้ต้องเจริญภาวนาบ่อยๆมีอุบายวิธีตัดหรือดับ เจ็บไม่จำช้ำจนตาย เด็กหรือคนที่ไม่เห็นทุกข์เจ็บตาย ร้องตายร้อนนานเพราะความไม่รู้ แม้เจ็บอยู่ร้องอยู่ก็ไม่รู้ ส่วนชราจะรู้เนื่องจากสะสมเจ็บมาและมีการเพ่งพินิจ

๒๔.อัตภาพนี้แปรปรวนอยู่ตลอด มีอาพาธเป็นมูลทนอยู่ไม่ได้ ไหลลงสู่ดิน อยู่กันคนละแวบยึดติดผูกพันแน่นเหนียวไปทำไม เอาไปไม่ได้เว้นบุญและบาป

๒๕.ยิ่งรู้ยิ่งดับเย็นใจก็สงบไม่เร้าร้อนดิ้นรนทะยานอยาก สุญโญแตกดับกันหมดหาไปทิ้งหาไปทำไม

๒๖.การทำบุญที่หยาบที่สุดคือการให้ทานค่าดังเม็ดกรวดเม็ดทราย แต่ถ้าเพียรแผดเผา ขัดเกลาถอดถอนชำระกิเลสก็เป็นบุญขั้นสูงสุดค่าดังเพชรเม็ดงามๆ แต่แค่เพียงมีศีลก็เยี่ยมแล้ว

๒๗.โลกคือหมู่สัตว์และสุสานเป็นเวทีแห่งภูมิภพเวียนเกิดดับไม่รู้จบออกได้ทางเดียวคือ มรรค ๘ เพื่อไม่ต้องเกิดอีก ไม่ใช่ไสยศาสตร์แต่เป็นวิทยาศาสตร์ลิมิตฟังก์ชันเวลาอนันต์เหตุปัจจะโย....

๒๘.ทำกรรมใดใจก็เห็นเป็นกฎสะท้อนยากที่จะลบเป็นแผลใจเหมือนไฟเลีย ทำหรือสะสมกรรมไม่ดีขาดทุนขยายภพภูมิ และอย่าอยู่คนเดียว

๒๙.สมบัติของโลกเป็นสิ่งชั่วคราวเป็นของคนมีชีวิต ชีวิตจะหมดแล้วนะ

๓๐.จิตสงบเพราะมีปกติมาก่อน(เห็นชอบคิดชอบทำชอบพูดชอบอาชีพชอบ)หรือมีศีลถ้าไม่ปกตินั่งหรือทำสมาธิไม่ใช่เป็นเพียงรูปแบบ ท่า หรือเท่ ฝึกสติเห็นจิต ใจนึกใจคิดกุศลหรืออกุศลแล้วประคองรักษา หาอุบายวิธีหรือพิจารณาเหตุปัจจัยดับอกุศลที่เกิดทุกข์ใจก็ดับ ถ้าเพียรชำระบ่อยๆจิตก็สะอาด

๓๑.เชื่อธรรมชีวิตไม่วิบัติ ฟังประเทศโทษก็ไม่มี เคารพอาวุโสเข้าธรรม บูชาอริยะถึงธรรม คารวะผู้ใหญ่ไม่มีตาย อยู่สบาย แต่ถ้าโวยวายฟ้าดินก็ลงโทษ ผู้มีอำนาจก็จัดการ เคารพเชื่อฟังเป็นกฎธรรมด้วยเหตุสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่

๓๒.ชีวิติที่ไม่ฉิบหายคือชีวิตที่ได้ยินพระสัทธรรม พุทโธ! โอ้โฮ ธัมโม! โอ้โฮ สังโฆ!โอ้โฮ

๓๓.ไม่พึงถือสาเอาความหรือติดใจกับคำพูดหรือการกระทำของมนุษย์ผู้กิเลสหนาเพราะเขาไม่รู้และติดอยู่ในภพมานาน ใจรู้ไม่ยึด ใจยึดติดยังไม่รู้

๓๔.เรามีโรคเบาหวาน ไขมัน ความดันก็ไม่เป็นไร หรือตับ ไต ปอด หัวใจเราเสื่อมก็ไม่เป็นไร หรือไขข้อ กระดูก ฟันเราไม่ดีก็ไม่เป็นไร หรือเราจะลุกโอยนั่งโอยก็ไม่เป็นไรเพราะร่างกายเป็นรังของโรคบังคับบัญชาไม่ได้ มันไม่เที่ยงและเสื่อมลงไปแล้วทุกๆขณะๆ เป็นธรรมดาตั้งอยู่ได้ไม่นาน.....ก็ต้องแตกดับ

๓๕.เมื่อเห็นคนงามหรือหล่อหรือสวยพึงกำหนดเพื่อละกำหนัด(กำหนัดรีบกำหนดหรือกำหนดรู้หรือมีสติกำหนดรู้ความนึกคิดอารมณ์ความรู้สึก) โดยระลึกอสุภะ(อสุภสัญญา)จะคลาย....ดับ หรือภาวนาว่า ตกขาวๆ,พังผืดๆ,เมือกๆ,หนองในๆ หรือผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หรือเนื้อ เอ็น กระดูก หรือคำใดๆ หรือมโนทุบหัวหรือศีรษะให้แตกจะเห็นเยื่อมันสมองในกะโหลกศีรษะ......เพื่อข่มหรือหยุดการปรุงแต่งจิตหรือใช้วิธีพิจารณาให้เห็นทุกข์โทษภัยเพื่อละเพื่อวาง (ต้องมีปัญญาละ วาง หรือไม่ยึด ส่วนละๆยึดๆ วางๆยึดๆไม่ใช่ปัญญาเป็นเพราะเจ็บ เจ็บจริง แต่พอหายเจ็บเอาอีก

๓๖.ไม่มีแต่อยากมีดิ้นรนจนตาย แต่ถ้ายิ่งมีมากก็ยิ่งอยากใหญ่ แต่ร่างไม่ไปด้วย หากินต้องดูวัย เวลา สังขาร เหตุปัจจัยและสิ่งเกื้อกูลอิงอาศัย

๓๗.พระเจ้าเทพเซียนไม่ใช่ที่พึ่ง โบสถ์วิหารเจดีย์ก็ไม่ใช่ที่พึ่ง ที่พึ่งที่แท้จริงคือธรรมหรือบุญหรือมรรค ๘ ติดเปลือกไม่เห็นธรรม สละโลกไม่ได้

๓๘.ใจที่ไม่มีธรรมะจะมีแต่ความอยากตั้งอยู่ในทุกข์จบไม่ลง

๓๙.หลายคนหวังที่จะมีความสุขในปั้นปลาย เข้าใจผิดความสุขต้องมีทุกวัน วันไหนไม่มีความสุขวันนั้นขาดทุนทางจิตวิญญาณ เช่น หงุดหงิด คับแค้น เคือง โกรธ ฟุ้งซ่าน อยาก วิตก หดหู่หลายนาทีหรือนานหรือหลายครั้งวันนั้นขาดทุนแล้ว แล้วเราจะมีชีวิตอยู่ได้สักกี่วันกี่คืน อายุยืนอายุสั้นไม่มีใครรู้

๔๐.คบกับผู้มีอิทธิพลเราก็อยู่ใต้เขา จิตก็ไม่อิสระปิดทางธรรม พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้คบคนพาล แม่ก็บอกคบคนดีนะลูก คบผิดคนเจ็บตัวเจ็บใจมีภัย

๔๑.ธรรมแท้ต้องละกิเลส ไม่ยึดตัวไม่ตนยึดคนยึดธาตุ ติดวัตถุติดเอกลาภไม่ใช่ของจริง ของจริงต้องสละโลก

๔๒.สูงสุดแห่งบุญคือการเข้าถึงปัญญา....เพราะปัญญาชำระ ขัดเกลา ถอดถอนกิเลสน้อยใหญ่

๔๓.เวลากำลังไล่เราออกจากโลก จับๆ ต้องๆ แล้วก็ไป...หวังหรือจะได้กลับมาอีกขึ้นมาอีก เว้นแต่มีศีล หรือเดินตามมรรค ๘

๔๔.คนหยาบไม่สะดุ้งต่อบาป ภพภูมิน้อยใหญ่จะสอนเขาไปเรื่อยๆ

๔๕.จิตที่ยังติดอยู่ประกาศอิสรภาพทางจิตวิญญาณไม่ได้

๔๖.ไม่พอชีวิตลำบาก ได้มากก็เป็นห่วงและถ้าทุ่มสุดตัววันที่ต้องเดินออกจากโลกจิตจะยอมรับไม่ได้ทุคติอันมีหวังภพภูมิมิงดงาม

๕๗.ความสุขสบายเป็นเปลือกของชีวิต แต่ความสงบใจหรือความดับเย็นเป็นแก่นของชีวิต

๕๘.คนสร้างบารมีได้(ทานศีลภาวนา)เป็นสัตว์บำเพ็ญ แต่ถ้าเป็นหมูเป็นหมาหรือเป็นนกหนูปูปีกสร้างบารมีไม่ได้ เทวดานางฟ้าไม่เห็นทุกข์ไม่เห็นธรรมแต่ถ้าได้ฟังธรรมอาจเห็นหรือบรรลุได้

๕๙.ได้เงินมาแล้วทำไมเอาไปทิ้งเหวทิ้งทะเล เช่น ผ่อนหรือซื้อบ้านหรือรถหรือวัตถุราคาแพงและหรือเกินกำลังแห่งตนหรือใช้ไม่คุ้มหรือต้องมาดับมาจากไม่ได้ใช้

๖๐.ตั้งอยู่ในธรรม ยินดีในธรรม เพ่งพินิจพิจารณาในธรรมถึงธรรมเห็นธรรม ธรรมะไม่ได้อยู่ที่การไหว้พระ สวดมนต์ ตักบาตร ทำวัตรเช้าเย็นหรือเอาปิ่นโตไปถวายแต่การกระทำเช่นว่านั้นเป็นเพียงพื้นธรรม เริ่ม ทำไมไม่ขึ้นชั้นมัธยม ไม่ขึ้นชั้นมหาวิทยาลัย ทำไมไม่ทำวิจัย แล้วไหว้พระทำไม สวดมนต์ทำไม.........ทำไม แล้วจะสละโลกได้หรือจะดับทุกข์ได้อย่างไร แสดงว่าทุกข์ยังไม่พอ เจ็บคงยังไม่พอใช่ไหม

๖๑.เมื่อเราเห็นความตายรออยู่ข้างหน้า ทั้งที่มันใกล้เข้ามาและอยู่ใกล้ๆตัว บ้างหรือเท่าปลายหัวไม้ขีดพร้อมที่จะจุดไฟ เช่น ผู้ที่มีโรคภัยไข้เจ็บ ผู้สูงวัย ความอยากความหวังมันก็เบาลง ใจเราก็สงบเริ่มมีอิสระรู้สึกเย็นจนยิ้มมีพลัง เห็นผู้ที่หวัง มั่นหมายหรือดิ้นรนอยู่ แบกอยู่ ว่าเขายังไม่รู้ เขาต้องเหนื่อยต้องเจ็บอีกเยอะต้องพลัดพรากสูญเสียในสิ่งนั้นสิ่งโน้นหรืออีกหลายสิ่ง ต้องผ่านสมรภูมิทุกข์

๖๒.ผู้ขอคือผู้อ่อนแอไม่ได้ยืนด้วยตนเองไม่อดทนและเพียรปัญญาจะเกิดแต่ผู้ให้คือผู้แข็งแรงยืนได้ด้วยตนเองอดทนและเพียรยังเกิดปัญญาแก่ตน

๖๓.แก่แล้วไม่เรียกร้องอะไรเพราะอยู่ไม่กี่วันคืน ทั้งบาปก็ไม่ได้ก่อบุญก็มีบ้าง พอรู้แล้วภพที่จะไป ได้มาก็สุขไม่มากกว่านี้

๖๔.เราต่างไม่รู้ว่ามาจากไหนกันและจะไปที่ไหนกันก็ไม่รู้ แต่ถ้ามีธรรมก็รู้ภูมิที่จะไป ไม่พึงมั่นหมายๆ อยู่กันไปเรื่อยๆ อยู่แบบแมงกะพรุนลอยไหลไปตามเหตุปัจจัย บ้านก็พอหลบแดดฝน เมื่อตายได้ ๗ วัน เสาต้นแรกก็ล้ม พอคืนที่ ๑๐ เสาทั้งสี่ต้นก็ล้มพับรวมกัน เวลาผ่านไปเรื่อย ปลวกกินหายไปหมด โลกคือศาลาเป็นเพียงทางผ่านที่ย้อนไม่ได้ หากินเบาๆใจจะเย็น......



                         โดย พ.ต.ท.สุรเดช ผะอบทิพย์
                                      ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๙

วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2559

สมาธิเคลื่อนที่กับข้อคิดข้อธรรม ๑๑




๑.จะเป็นลูกหลานเทวทัตก็ไม่เป็นไร จะเป็นศิษย์อาจารย์ไหนก็ไม่เป็นไร จะไม่เป็นศิษย์ใครเลยก็ไม่เป็นไร จะมีลัทธิความเชื่อใดก็ไม่เป็นไร จะไม่เชื่อสิ่งใดเลยก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้พึงโน้ม(โอปนยิโก)มาดูก่อน  เย ธัมมา เหตุปปภวา เตสัง  เหตุง ตถาคโต อาห  เตสัญจะ  โย  นิโรโธ  จะ เอวัง  วาที  มหาสมโณ  พระองค์ทรงแสดงว่า สิ่งทั้งหลายเกิดมีมาแต่เหตุและดับไปโดยเหตุ หรือแสดงความเกิดดับแห่งธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่มีอะไรเป็นตัวตนดั่งเมฆหมอก

๒.พระพุทธเจ้าสละโลก สายัณห์ สัญญา ขอสละรัก(เจ็บในรัก) เห็นทุกข์เห็นธรรม ไม่เห็นไม่เจ็บ ถึงเจ็บก็ไม่รู้ ต้องหนักๆ ชัดๆ เต็มๆ สติตั้ง มีสิ่งใดก็ทุกข์กับสิ่งนั้น

๓.คนไม่มีงานทำใจก็ฟุ้งซ่านร่านปรารถนาโอกาสเจ็บตัวมีสูง...จิตตั้งมั่นไม่ได้....

๔.เราบังคับผม ขน เล็บ ไม่ให้ยาวไม่ได้ เราบังคับฟันไม่ให้ผุไม่ให้หลุดก็ไม่ได้ เราบังคับหนังไม่ให้เหี่ยว ย่นและแห้งก็ไม่ได้ ร่างนี้เป็นรังของโรค ตั้งอยู่ไม่นาน ไม่เที่ยง คงรวยได้อีกไม่กี่วัน เป็นเจ้าของก็ไม่กี่วัน หากินเบาๆใจสบาย เบาๆ

๕.ตักบาตรทุกวัน ทำทานบ่อยๆ ถี่ๆ เสมอๆ มากๆ เยอะๆ ไม่คุ้ม ยังไม่ตรง....ยังปิดนรกไม่ได้เพราะการให้ด้วยพิจารณาพระศาสดาทรงสรรเสริญ.....ผู้รับเป็นเนื้อนาบุญ......และวัตถุทานที่ให้ได้แต่ใดมา ชอบหรือไม่ชอบ

๖.คลุกคลีกับสิ่งดี สิ่งดีๆบารมีก็เกิด เลือก/คำนวณ กว่าจะรู้เจ็บก่อน

๗.เหนื่อยกายต้องทน เหนื่อยคนต้องพิจารณา เห็นเหตุปัจจัย อุปนิสัย พื้นเพ สันดาน สติปัญญา ภูมิจิตภูมิธรรม คุณสมบัติ สภาวะ กิเลส กรรม วิบาก จิตจะยอมรับตามจริงใจจึงไม่โกรธ ไม่เคือง ไม่อาฆาต ไม่พยาบาทแต่กลับเมตตาสงสารเห็นใจ ใจจะคลาย เบา เย็น สงบเพราะใจยอมรับว่ามันเป็นเช่นนี้เองเข้าใจคนเข้าใจสัตว์ใจสบาย

๘.หยุดเป็นพระ สละ ละเป็นธรรมชั้นสูง แต่ถ้าลด ละได้ก็ชนะมาร

๙.รู้ธรรม ไม่ทำบาป

๑๐.ความบริสุทธิ์ใจเป็นความสุขที่แท้จริง พันล้าน ร้อยล้าน ที่หนึ่ง ที่สุดแล้วมีอะไร...ร่างเป็นเช่นไร.....ใจเป็นเช่นไร......มีใครที่จริงใจบ้าง.......ดับลงแล้ว เห็นอยู่กันเยอะๆมีใครไปด้วยบ้าง

๑๑.ใจรู้จิตก็วาง จิตว่างใจก็หลุดพ้น หากินไม่รู้ดับ ฆ่าเวลาชีวิต เสียดาย

๑๒.โลกคือไอติม ติดสมมุติไม่เห็นวิมุติ....รู้จริงนิ่งเป็นใบ้

๑๓.เราไม่พึ่งฝันไปไกลและไม่ต้องไปให้ถึงเพราะชีวิตที่เหลือมีน้อย ถึงได้มาก็สุขไม่เท่าไร ถึงเป็นเจ้าของก็เป็นได้ไม่กี่ปี แต่กว่าจะได้มาเหนื่อยนะ ต้องไปแลกกับอะไรมานะ มีบาปกรรมติดมาด้วยหรือเปล่านะ อยู่ตามครรลองไม่ร้อง

๑๔.โปร่งใส เที่ยงตรง ถูกต้อง ตรวจสอบได้ ไม่เชื่อ ไม่จริง ไม่ใช่ พูดเล่นใช่ไหมเพราะใจยังมีกิเลส จะโปร่งใสได้หรือ อยู่กันคนละแวบ แวบ

๑๕.เราเป็นใบไม้ที่ถูกสลัดใบเมื่อใดก็ไม่รู้ แต่เราเข้าใจว่าเราเป็นต้นไม้ เราอาศัยอยู่บนแผ่นดิน แต่เข้าใจว่าแผ่นดินเป็นของเรา ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไปๆ มาๆ แล้วจะหาอะไรอีก จะมาสะสมอะไรอีก

๑๖.บินมาเหาะมาก็ไม่ใช่ ไม่ได้เก่งไปกว่านกหรือยุง ดำดินโพล่ดินมาก็ไม่ใช่ ไส้เดือน มด ปลวกก็ทำได้ เสกเป่าพ่นท่องสวดเจิม โอมเพี้ยง เพี้ยง ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ทางละบาป ชำระกิเลส ไม่ใช่ยอดมนุษย์ ไม่ใช่ผู้วิเศษ ไม่ใช่พุทธะ เพราะทุกสิ่งมีเหตุปัจจัยจะไม่ยึดมั่นก็ต้องมีเหตุผล

๑๗.เมื่อเกิดสิ่งใดขึ้นไม่มีที่พึ่งอันตราย จิตขาดธรรมไร้ความชุ่มชื่น เช่น เมตตาเย็น ไม่พอใจ เคือง โกรธ พยาบาทจะร้อน อยากหรือปรารถนาก็ต้องลำบากหน่อย ไม่รู้ก็เมา จม หลง ดิ้นรนแบกจนตาย

๑๘.ฆ่าผิดตัว ประหารก็ผิดตัว ลงโทษก็ผิดตัว หัว แขน ขา ลำตัว....มันไม่รู้เรื่องอะไรเลยไปทำลายมันทำไม จิตดวงนี้ต่างหาก

๑๙.เราอาภัพสิ่งใดก็ไม่เป็นไร เราต่ำต้อยก็ไม่เป็นไร เราสูญทุกสิ่งก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ใจเราสงบสะอาดจิตเราสว่างเห็นธรรม อิ่มเอิบบันเทิงใจแล้วจะดับตอนไหนไปตอนไหนก็บันเทิงทั้งโลกนี้และโลกหน้า ไปสวยไปดี มีความอาจหาญต่อยมบาลจริงๆ

๒๐.ความทุกข์ในใจคือบาปเป็นกฎสะท้อน เกิดจากก่อเวรสร้างกรรมหรือสร้างเหตุไม่ดี....สะสมมากๆน่ากลัว จบไม่ลง หลอน

๒๑.เกิดมาได้พบพระพุทธศาสนาได้เห็นโบสถ์วิหารเจดีย์แต่เข้าไม่ถึงศีลสมาธิปัญญา น่าเสียดาย เสียดาย เจ็บคงยังไม่พอ...คนเป็นทุกข์เห็นธรรมะ

๒๒.คนทำงานจิตก็สงบโอกาสเจ็บตัวมีน้อยมากเพราะจิตไม่ฟ้งซ่านร่านไปหาอยาก ธรรมก็เกิดมีแก่ตน

๒๓.มนุษย์เกิดมาเพื่อละบาป เจริญกุศล ดับทุกข์ และยุติการเกิดหรือวนเวียนในสังสารวัฏ

๒๔.อายุหมด ทรัพย์ก็หมด ชีวิตใกล้อัสดงแล้วนับคืนวันดีกว่า ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อำนาจ ตำแหน่ง......มันก็คือเมฆหมอก สิ้นภพเงินก็คือใบไม้แห้ง ธรรมดาของการติดอยู่ในภพในภูมิ

๒๕.เมื่อสำเร็จความโกรธแล้วจิตก็เศร้าหมองพึ่งชำระความโกรธด้วยปัญญาเห็นทุกข์โทษภัยแจ้งเหตุปัจจัยในสิ่งที่เกิดเช่นว่านั้น หรือพิจารณาเห็นสัตว์ต่างกันที่ภูมิจิตภูมิธรรม หรือมีสติปัญญาหรืออุปนิสัยหรือคุณสมบัติต่างกัน หรือใช้อุบายวิธีเมตตาเห็นว่าต่างก็ดิ้นรนแสวงหา มีทุกข์ มีกรรม จิตดวงนี้จึงดับเย็น หรือใช้วิธีท่องข่มจิต เช่น โกรธเขาเราร้อนๆ,เมตตาๆ,โกรธเขาทำไมเขาทุกข์อยู่แล้วๆ,เช่นนั้นเองๆ

๒๖.โลกคือหมู่สัตว์เป็นเวทีแห่งภูมิภพ มนุษย์เป็นสัตว์บำเพ็ญปรับเปลี่ยนภูมิภพแดนเกิดได้ เวลาอนันต์.....เวียนว่ายเกิดดับไม่รู้จบแต่ถ้าปักตรงเป้าเข้านิพพานก็ เอวัง

๒๗.เรามีหนี้สินเกินตัวก็ไม่เป็นไรเพราะเราไม่รู้ เราหยุดปรารถนาไม่ได้ เราต้องรับวิบากกรรมไปก่อน เหนื่อยบ้างหนักบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ใจเราสู้อดทดและมีความเพียรในหน้าที่ รู้จักกินรู้จักใช้ทุกข์ใจก็น้อยลง วิบากกรรมก็ค่อยหมดไป บุญบารมีที่เราสร้างก็ส่งเสริมเราเองแต่ถ้าเราไม่สู้ใจเราก็เศร้าหมองร่างกายก็อ่อนแอ....ทำการใดต้องคำนวณ ตกคำนวณ ตกชีวิต ชีวิตตก

๒๘.ตาก็ฟาง หูก็ตึง เคี้ยวก็ไม่ค่อยได้ กินก็ไม่เท่าไร....เดินก็ไม่ค่อยไหว ข้างในก็แย่ โรคก็หนึ่ง สอง สาม....ยังไม่รู้เรื่องอีกหรือ ยังไม่รู้อะไรเลยหรือ ยังจะอยากอีกหรือ ยังไม่เห็นทุกข์.....เจ็บคงยังไม่พอ.......

๒๙.สูญสิ้นทุกสิ่งแต่จิตมีกุศลยังเป็นผู้เจริญ และถ้าจิตไม่มีกุศลก็เป็นผู้เสื่อมโดยแท้.....มนุษย์วัดกันที่ศีล สมาธิ ปัญญา

๓๐.ติดวัด ติดผ้าเหลือง ไม่เห็นธรรม พบวัดดีพระดีก็ดี พบวัดไม่ดีพระไม่ดีก็หลงทาง ติด จม ผูก เมา ธรรมะจริงๆอยู่ที่ใจเราคือ ต้องฝึกสติ ฝึกปฏิบัติได้ทุกอิริยาบถ(รู้ตัวทั่วพร้อม)ทุกเวลา ทุกสถานที่ ที่สำคัญต้องมีศีล อบรมจิต(ปรโตโฆสะ หรือฟังธรรม) ประคองใจมิให้ไหลไปทางอกุศล เพ่งพินิจพิจารณา(โยนิโสมนสิการ)เพียรละ ชำระบาปอกุศล ทำจิตให้เขารอบ

๓๑.ชีวิตไม่ต้องเป็นพระเอกนางเอกก็ได้ หรือต้องที่หนึ่งหรือที่สุดก็ได้เพราะอยู่ไม่นานและยังดับทุกข์ใจไม่ได้ ยิ่งมียิ่งเจ็บ ยิ่งสูงยิ่งหนาว ขึ้นแล้วลงไม่ได้ สละโลกไม่ได้

๓๒.ธรรมแท้ต้องละกิเลส ไม่ยึดตัว ไม่ยึดตน ยึดคน ยึดธาตุ อนัตตา

                             โดย พ.ต.ท.สุรเดช ผะอบทิพย์

                                      ๓ มีนาคม ๒๕๕๙

บทความที่ได้รับความนิยม